หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น : ประเด็นน่าสนใจบางประการในมุมมองของประเทศไทย

25 พฤษภาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 2847)

โดย  เติมธรรม  สิทธิเลิศ
 
 
ในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2543 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย ที่ประชุมได้มีมติให้ศึกษาการรวมกลุ่มเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและญี่ปุ่น โดยมีการจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดทำรายงานการศึกษา ซึ่งผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงผลดีของการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (ASEAN-Japan Comprehensive Economic Partnership : AJCEP)
 
ผู้นำอาเซียน-ญี่ปุ่น ได้ลงนามในกรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (Framework for Comprehensive Economic Partnership between ASEAN and Japan) เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย โดยความร่วมมือต่าง ๆ ต้องแล้วเสร็จสิ้นภายในปี 2555 สำหรับอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และมีการยืดหยุ่นให้กับอีก 5 ปี สำหรับประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) อาเซียนและญี่ปุ่นได้มีการเจรจาอย่างเป็นทางการรวม 11 ครั้ง นับเป็นเวลากว่า 2 ปี นับตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปี 2550 ซึ่งได้มีการสรุปผลการเจรจาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) นี้มีความครอบคลุมการค้าสินค้าเป็นหลัก ต่อมาอาเซียนและญี่ปุ่นได้ลงนามในความตกลงฯ นี้ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2551 โดยความตกลงฯ นี้จะส่งเสริมให้เกิดเขตการค้าเสรีขนาดใหญ่และก่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายการผลิตขนาดใหญ่ ทั้งนี้ ประเทศภาคีสามารถสะสมถิ่นกำเนิดสินค้าภายในภูมิภาคเพื่อขอรับสิทธิพิเศษทางภาษีได้ มีการกำหนดรูปแบบการลดภาษีในการเปิดเสรีการค้าสินค้าในครั้งนี้ ซึ่งจัดแบ่งสินค้าออกเป็นกลุ่ม ดังนี้
 
1. สินค้าลดภาษีปกติ (Normal Track) สำหรับประเทศญี่ปุ่นจะลดภาษีลงเป็น 0 ภายใน 10 ปี โดยมีรายการสินค้าประมาณ 93% ของมูลค่าการนำเข้าจากอาเซียน และ 92% ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และเวียดนาม มีรายการสินค้าประมาณ 90% ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด หรือของมูลค่าการนำเข้าจากญี่ปุ่นของแต่ละประเทศ และสำหรับกลุ่มประเทศ CLM มีรายการสินค้าประมาณ 85% ของรายการสินค้าทั้งหมด หรือของมูลค่าการนำเข้าจากญี่ปุ่นของแต่ละประเทศ
 
2. สินค้าอ่อนไหว (Sensitive List) สำหรับประเทศญี่ปุ่นให้ลดภาษีเหลือ 0-5% ใน 10 ปี จำนวนไม่เกิน 3.8% ของมูลค่าการนำเข้า สำหรับสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ ให้ลดภาษีเหลือ 0-5% ใน 10 ปี จำนวนไม่เกิน 3.8% ของมูลค่าการนำเข้าหรือจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด สำหรับเวียดนามให้ลดภาษีเหลือ 0-5% ใน 10 ปี ไม่เกิน 8% ของมูลค่าการนำเข้าหรือจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด และสำหรับกลุ่มประเทศ CLM ลดภาษีเหลือ 0-5% ใน 10 ปี จำนวนไม่เกิน 4% ของมูลค่าการนำเข้าหรือจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด
 
3. สินค้าอ่อนไหวสูง (Highly Sensitive List) สำหรับประเทศญี่ปุ่นลดภาษีลงเหลือไม่เกิน 50% ภายใน 10 ปี และสำหรับสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และเวียดนาม ให้ลดภาษีลงเหลือไม่เกิน 50% ภายใน 15 ปี กลุ่มประเทศ CLM ภายใน 18 ปี
 
4. สินค้ายกเว้น (Exclusion List) สำหรับประเทศญี่ปุ่นกำหนดให้มีรายการสินค้ากลุ่มนี้ไม่เกิน 1% ของมูลค่าการนำเข้า สำหรับสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ ไม่ได้มีการระบุสัดส่วนสินค้ากลุ่มนี้ และสำหรับกลุ่มประเทศ CLMV กำหนดให้มีรายการไม่เกิน 3% ของมูลค่าการนำเข้าหรือจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด
 
ทั้งนี้ ประเทศไทยได้จัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement : JTEPA) ขึ้นมาก่อนแล้ว และได้จัดทำ AJCEP ภายใต้กรอบความตกลงในนามอาเซียนตามมาภายหลัง ซึ่งพบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจบางการ ดังนี้
1. ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากสินค้าที่ส่งออกไปญี่ปุ่นใน 2 กลุ่มสินค้า คือ สินค้าเกษตร อาทิ สินค้าผักและผลไม้ สินค้าประมง และสินค้าอุตสาหกรรม อาทิ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อัญมณีและเครื่องประดับ ในขณะเดียวกันประเทศไทยได้มีข้อเสนอด้านการเปิดตลาด โดยการลดภาษีในกลุ่มสินค้า คือ สินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าโควตา
 
2. ประเทศภาคีสามารถใช้มาตรการป้องกันเท่าที่จำเป็น เพื่อการป้องกันหรือคุ้มครองความเสียหายอย่างร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมภายในและเพื่ออำนวยต่อการปรับตัวของอุตสาหกรรมภายใน หากความเสียหายนั้นเป็นผลจากข้อผูกพันภายใต้กรอบความตกลงฯ นี้ มาตรการปกป้องสามารถทำได้ 2 วิธี คือ การระงับการลดภาษีนำเข้า และการขึ้นภาษีนำเข้า โดยประเทศภาคีสามารถใช้มาตรการป้องกันได้ไม่เกิน 3 ปี และต่ออายุได้รวมระยะเวลาทั้งสิ้นไม่เกิน 4 ปี นอกจากนี้ ประเทศไทยได้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของผู้ผลิตและผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันได้ โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี ในรูปแบบโครงการ เช่น การศึกษาวิจัย และพัฒนา การผึกอบรมอาชีพใหม่ให้กับคนงาน เป็นต้น
 
3. แม้ว่าการลดภาษีของญี่ปุ่นภายใต้ JTEPA และ AJCEP มีความคล้ายคลึงกัน แต่พบว่ามีรายการสินค้าใน AJCEP บางรายการที่ญี่ปุ่นเปิดตลาดให้ไทยได้ด้วยเงื่อนไขที่ดีกว่าภายใต้ JTEPA คือการเปิดตลาดสินค้าเพิ่มขึ้นหรือเร็วขึ้น 71 รายการ โดยสินค้าสำคัญได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากปลา กล้วย ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์พลาสติก ไม้อัด ไม้แปรรูป
 
4. กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าทั่วไปนั้น สินค้าที่จะได้ถิ่นกำเนิดคือสินค้าที่ผลิตหรือใช้วัตถุดิบทั้งหมดภายในประเทศ (Wholly Obtained) แต่ภายใต้ AJCEP นั้นมีการเปิดโอกาสให้สินค้าที่ผลิตในประเทศโดยวัตถุดิบที่ได้ถิ่นกำเนิดทั้งหมดจากประเทศภาคี ถือเป็นสินค้าที่ได้ถิ่นกำเนิดภายใต้ความตกลงฯ นี้ด้วย ซึ่งไทยสามารถได้รับประโยชน์จากกฎการสะสม (Accumulation) ดังกล่าวนี้ภายใต้ AJCEP ถือว่าเป็นเงื่อนไขที่ดีกว่าภายใต้ JTEPA
 
 
 
ส่วนอาเซียน สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์