หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
เขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นีวซีแลนด์ : ผลกระทบบางประการต่อไทย

25 พฤษภาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 4273)
 

โดย  เติมธรรม  สิทธิเลิศ

 

การเจรจาจัดทำความตกลงเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (Agreement Establishing the ASEAN-Australia-New Zealand Free Trade Area : AANZFTA) ได้เริ่มต้นขึ้นจากความร่วมมือของประเทศสมาชิกอาเซียน และรัฐมนตรีการค้าของประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ที่ให้มีการศึกษา The Angkor Agenda : Report of the High-Level Task Force on the AFTA-CER Free Trade Area และได้ผลสรุปออกมาว่า การจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียน ออกเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จะส่งผลดีต่อทุกฝ่ายที่เป็นภาคี ทุกฝ่ายจึงเห็นชอบในหลักการการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างกัน (Guiding Principles for Negotiation on ASEAN-Australia and New Zealand Free Trade Area)
 
ต่อมาระหว่างการประชุม ASEAN-Australia and New Zealand Commemorative Summit เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 ได้มีการแถลงการณ์ร่วมตกลงให้มีการเริ่มเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยทั้ง 3 ฝ่ายมีการหารือกันครั้งแรกระหว่างวันที่ 21 - 22 กุมภาพันธ์ 2548 และเห็นชอบให้มีการจัดตั้ง ASEAN-Australia and New Zealand Trade Negotiation Committee (AANZTNC) ขึ้น เริ่มมีการประชุมในเดือนมีนาคม 2548 และมีการเจรจาต่อเนื่องรวม 19 ครั้ง จนสามารถสรุปสาระสำคัญของการเจรจาในเดือนสิงหาคม 2551
 
รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและรัฐมนตรีของประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ลงนามความตกลง ASEAN-Australia and New Zealand Free Trade Agreement (AANZFTA) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 สำหรับประเทศภาคีที่มีความพร้อมในการบังคับใช้ความตกลงแล้ว ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ บรูไน มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ส่วนประเทศไทย AANZFTA เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553
 
แม้ว่าที่ผ่านมาไทยมีความตกลงเขตการค้าเสรีกับออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement: TAFTA) และนิวซีแลนด์ (Thailand-New Zealand Closer Economic Partnership : TNZCEP) ภายใต้ AANZFTA ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้เสนอให้มีการยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้ารวมร้อยละ 96 ของรายการสินค้าทั้งหมด ภายในปี 2558 และ 2560 ตามลำดับ และไทยเสนอผูกพันการลดภาษีนำเข้ารวมร้อยละ 90 ของรายการสินค้าทั้งหมดภายในปี 2556 ในขณะที่กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ AANZFTA เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกในประเทศภาคีสามารถนำเข้าวัตถุดิบที่ได้ถิ่นกำเนิดจากประเทศสมาชิกอาเซียน ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เพื่อสะสมถิ่นกำเนิดสินค้าได้ทุกกลุ่มสินค้า
 
 
ด้านการเปิดเสรีการค้าบริการภายใต้ AANZFTA ไทยเสนอผูกพันให้บุคคลธรรมดาชาวต่างชาติ 2 ประเภทสามารถเข้ามาให้บริการได้ คือ (1) นักธุรกิจที่พำนักระยะสั้น (Business Visitors) โดยมีเงื่อนไขพำนักได้ไม่เกิน 90 วัน และขอขยายเวลาพำนักได้ แต่ทั้งหมดต้องไม่เกิน 1 ปี และ (2) ผู้โอนย้ายภายในกิจการ (Intra-Corporate Transferees) ซึ่งเป็นการโอนย้ายพนักงานข้ามชาติ โดยที่ไทยเสนอผูกพันที่กำหนดให้ผู้ที่จะโอนย้ายเข้ามาทำงานในบริษัทที่อยู่ในประเทศไทย จะต้องทำงานกับบริษัทข้ามชาติแห่งนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และเป็นบุคลากรระดับผู้บริหาร ผู้จัดการ และผู้เชี่ยวชาญ ให้พำนักครั้งแรกได้ 1 ปี ต่ออายุได้ครั้งละ 1 ปี แต่ทั้งหมดต้องไม่เกิน 4 ปี นอกจากนี้ไทยเสนอผูกพันให้บุคลากรสาขาการศึกษาเข้ามาให้บริการได้เป็นระยะเวลา 1 ปี สามารถต่ออายุได้ และต้องได้รับเชิญจากสถาบันการศึกษาที่จดทะเบียนในประเทศไทย มีคุณสมบัติและประสบการณ์ตามที่สถาบันการศึกษาและกระทรวงศึกษาธิการกำหนด สำหรับด้านการเปิดเสรีการลงทุนภายใต้ AANZFTA นั้น จะยังไม่มีผลบังคับจนกว่าประเทศภาคีจะจัดทำตารางข้อสงวนต่อกันแล้วเสร็จ แต่อย่างไรก็ตามพบว่าภาพรวมความตกลงฯ นี้ มีความคล้ายคลึงกับข้อตกลงภายใต้ TAFTA และ TNZCEP
 
ผลกระทบบางประการของความตกลงฯ ต่อประเทศไทย มีดังนี้
1. การค้าระหว่างไทยกับออสเตรเลียได้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนที่ AANZFTA จะมีการบังคับใช้ ทั้งนี้ เนื่องจากมีการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้กรอบ TAFTA ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้ว รวมทั้งการค้าระหว่างไทยกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์นั้นอยู่ในลักษณะการเสริมกันทางการค้า (Trade Complementarily) มากกว่าการเป็นคู่แข่งทางการค้า
 
2. ไทยจะได้ประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมจาก AANZFTA เมื่อเปรียบเทียบกับการเปิดตลาดภายใต้ TAFTA และ TNZCEP คือ สำหรับการค้ากับออสเตรเลียมีการลดอัตราภาษีที่เร็วขึ้นในกลุ่มสินค้ารองเท้า เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า และสิ่งทอบางรายการ และสำหรับประเทศนิวซีแลนด์ สินค้าที่มีการลดอัตราภาษีที่เร็วขึ้นคือเครื่องหนัง กระเป๋าหนัง เข็มขัด กระเป๋าเดินทาง กระเป๋าถือ เครื่องนุ่มห่ม และรองเท้า
 
3. ภายหลังข้อตกลงฯ มีผลบังคับใช้มูลค่าการส่งออกไทยภายใต้สิทธิและใช้สิทธิไม่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับการค้ารวมของประเทศทั้งสอง อย่างไรก็ดี ไทยมีการใช้สิทธิประโยชน์เพิ่มสูงขึ้นอย่างเป็นลำดับ
 
4. ไทยได้รับประโยชน์จากกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าเนื่องจากภายใต้ AANZFTA เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกในประเทศภาคี สามารถนำเข้าวัตถุดิบที่ได้ถิ่นกำเนิดจากประเทศสมาชิกอาเซียน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพื่อสะสมถิ่นกำเนิดสินค้าได้ทุกกลุ่มสินค้าและเป็นช่องทางให้เกิดความร่วมมือในการผลิตสินค้าระหว่างผู้ประกอบการในกลุ่มประเทศสมาชิก
 
5. ไทยยังคงประสบกับมาตรการกีดกันทางการค้าหลายมาตรการจากทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด โดยสินค้าที่ไทยถูกออสเตรเลียฟ้องร้องการทุ่มตลาด ได้แก่ พีวีซี สับปะรดกระป๋องและเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ ในขณะที่นิวซีแลนด์ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดในสินค้า พลาสเตอร์บอร์ด เหล็กเส้นเสริมคอนกรีตแบบตรงและแบบม้วน และไส้กรองน้ำมันเครื่อง นิวซีแลนด์ใช้มาตรการสุขอนามัยในการปกป้องสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของตนเอง จึงต้องเน้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ด้านการลด/เลิกมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีของทั้งออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งจะผลักดันให้ทั้งสองประเทศอำนวยความสะดวกในการเข้าสู่ตลาดมากขึ้น
 
โดยสถานะล่าสุดของข้อตกลงฯ คือระหว่างวันที 19 - 23 พฤษภาคม 2557 นิวซีแลนด์เป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการร่วมฯ ครั้งที่ 6 ณ เมืองโอ๊คแลนด์ โดยมีการหารือประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติตามพันธกรณีความตกลง AANZFTA และต่อมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2557 อาเซียน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้มีการลงนามในพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลง AANZFTA ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 46 ณ กรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมา
 
 
ส่วนอาเซียน  สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์