หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
การเตรียมพร้อมของไทยในการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

15 พฤษภาคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 6322)

จากผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 21 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 พฤศจิกายน 2555 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ที่ประชุมตกลงกำหนดวันที่จะบรรลุเป้าหมายการเป็นประชาคมอาเซียน ในวันที่ 31 ธ.ค. 2558 หากนับถอยหลังจากนีัไป เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือน การเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งมีคำขวัญว่า One Vision, One Identity, One Community” จะใกล้เข้ามาทุกขณะ ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะเข้าร่วมเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเต็มภาคภูมิ

ในเรื่องนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐนาวาไทยให้ความสำคัญเพื่อผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง จึงเชิญหน่วยงานหลักของ 3 เสา ได้แก่ เสาการเมืองและความมั่นคง เสาเศรษฐกิจ และเสาสังคมและวัฒนธรรม มาบรรยายสรุปถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดย นายนรชิต สิงหเสนี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้บรรยายสรุปการดำเนินงานด้านประชาคมการเมืองแลความมั่นคง ว่าไทยได้กำหนดให้มีแผนยุทธศาสตร์ต่อประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (2558-2564) และมีแผนงาน 5 ปี โดยขณะนี้มีความคืบหน้าที่สำคัญ คือ การจัดตั้งศูนย์เพื่อผลักดันความร่วมมือในกรอบอาเซียน 3 แห่ง ได้แก่
 
1) ศูนย์อาเซียนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อบูรณาการข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกของบุคคลและยานพาหนะ
2) ศูนย์ ASEAN-NARCO ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
3) ศูนย์แพทย์ทหารอาเซียน (ASEANCentre of Military Medicine –ACMM) ที่กระทรวงกลาโหม

นอกจากนี้ มีการเตรียมการใน 5 ประเด็นหลักที่ถือเป็นประเด็นเร่งด่วน ได้แก่ 1. เรื่องการบริหารจัดการชายแดน เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบจากากรจัดตั้งประชาคมอาเซียน ซึ่งขณะนี้ สมช. อยู่ระหว่างการจัดทำร่างแผนการบริหารจัดการชายแดนด้านความมั่นคง (2558-2564) ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีมีการเสนอให้เสาด้านเศรษฐกิจและสังคมเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

2. การเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล เพื่อรักษาความปลอดภัยของเส้นทางการเดินเรือและอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล

3) การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ภายหลังการรวมตัวเป็นประชาคมซึ่งอาจทวีความรุนแรงขึ้น จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งศูนย์ ASEAN-NARCO และศูนย์อาเซียนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

4) การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงบทบาทไทยในฐานะประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-จีน และกำลังจะหมดวาระในเดือนกรกฎาคม 2558 นี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกัน

5) การเสริมสร้างศักยภาพในการปฏิบัติการทางทหารร่วมกัน เช่น การผลักดันการดำเนินงานของศูนย์แพทย์ทหารอาเซียน การเตรียมความพร้อมด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ และการจัดตั้งเครือข่ายการติดต่อสื่อสารด้านความมั่นคงอาเซียน ซึ่งในเรื่องการบรรเทาภัยพิบัติ นายกรัฐมนตรีได้ขอให้บรรจุเรื่องการเข้าถึงน้ำสะอาดของประชาชน และการขจัดหมอกควัน เข้ามาเพิ่มเติมด้วย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งเพิ่มเติมว่า เสาการเมืองเป็นเสาหลักของทุกส่วนเพราะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาคโดยรวม

ส่วนด้าน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นายธวัชชัย โสภาเสถียรพงศ์ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รายงานว่า ไทยได้ดำเนินการตาม AEC blueprint จากทั้งหมด 611 มาตรการ ซึ่งต่อมาถูกลดลงเหลือ 540 มาตรการ โดยไทยมีความคืบหน้าประมาณร้อยละ 80 เป็นลำดับสองรองจากสิงคโปร์ สำหรับความคืบหน้าที่ได้ดำเนินการไปแล้ว อาทิ การลดภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ การเปิดเสรีการค้าบริการในสาขาต่าง ๆ คลังข้อมูลทางการค้าของไทย (NTR) ระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวิชาชีพบัญชี สถาปนิก และวิศวกร แผนยุทธศาสตร์ด้าน SME และทรัพย์สินทางปัญญา การปรับประสานมาตรฐานและกฎระเบียบทางเทคนิคของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ตลอดจนการจัดทำความตกลงการค้าเสรีอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีมาตรการสำคัญที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี 2558 เช่น การลงนามข้อผูกพันการเปิดตลาดการค้าบริการ ชุดที่ 10 การให้สัตยาบันข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน ชุดที่ 6 ระบบการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว (NSW) การจัดทำความตกลงยอมรับร่วม (MRA) อาหารสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ ยานยนต์ และมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง เป็นต้น โดยในที่ประชุมได้รับทราบถึงการรองรับและการใช้ประโยชน์จาก AEC ในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านกฎหมาย ด้านสินค้าและบริการ ด้านผู้ประกอบการ และด้านบุคลากร

สำหรับแผนงานของไทยเพื่อรองรับสำหรับการเปิดเสรีการค้าบริการ ประกอบไปด้วย
1) ICT Cluster ซึ่งเป็นต้นทุนในการประกอบธุรกิจของไทย
2) การขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของการประกอบธุรกิจและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
3) การก่อสร้าง
4) การเงินและการประกันภัย และ
5) การศึกษา เพื่อผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นรากฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ไทยมีแผนที่จะเป็นชาติแห่งความเชื่อมโยง (Integrated Nation) ทั้งด้านการขนส่ง การสื่อสารและพลังงาน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางบก การเชื่อมโยงทางกายภาพและกฎระเบียบ ตลอดจนการนำเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เข้ามาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งในเรื่องการเตรียมความพร้อมสำหรับ AEC ของไทย นายกรัฐมนตรีได้สั่งการเพิ่มเติมให้มีการจัดทำวิสัยทัศน์ 10 ปี เพื่อนำมาใช้ในการกำหนดผลสัมฤทธิ์ในระยะ 5 ปี และ 10 ปี ต่อไป โดยขอให้มีการกำหนดเรื่องการดำเนินการเพื่อไปสู่เป้าหมาย (how) ตลอดจนกรอบเวลาและการประเมินผลที่ชัดเจน และสิ่งที่สำคัญ ที่นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำในที่ประชุม คือ ประชาชนทั้งประเทศต้องรู้ว่าเขาจะใช้ประโยชน์จาก AEC ได้อย่างไร ทั้งภาคเกษตร SMEs ซึ่งรวมถึงเรื่องการเข้าถึงทุนด้วย

สำหรับเสาสุดท้ายคือ ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิตรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บรรยายสรุปว่า เสาสังคมและวัฒนธรรม เกี่ยวข้องกับ 17 กระทรวงและ 23 หน่วยงาน ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จประมาณ 97% จากทั้งหมด 339 มาตรการ โดยมาตรการที่ดำเนินการไปแล้ว อาทิ มาตรการคุ้มครองทางสังคมว่าด้วย เด็ก สตรี คนชรา ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ฯลฯ 

ส่วนมาตรการที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ อาทิ การสร้างเครือข่ายของห้องปฏิบัติการด้านอาหารของประเทศสมาชิกอาเซียน การส่งเสริมการสนับสนุนผู้ผลิตอาหารปลอดภัย เป็นต้น สำหรับประเด็นเร่งด่วนสำคัญที่มีการหยิบยกในที่ประชุม ได้แก่ ผลกระทบเชิงลบจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแรงงาน สวัสดิการสังคม และปัญหาชายแดน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำว่าการพัฒนาด้านบุคลากรและการศึกษาไม่เน้นเพียงแต่ด้านภาษาอังกฤษ แต่ต้องพัฒนาอย่างครอบคลุมในหลายสาขา นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบถึงประโยชน์จากการเป็นประชาคมอาเซียน ไทยควรกำหนดจุดแข็งให้ชัดเจนเพื่อพร้อมต่อยอดประโยชน์จากการรวมตัวกัน อาทิ เรื่องการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของไทย

นอกจากนี้ ในที่ประชุมมีการรายงานความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย โดยนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฏีกา ชี้แจงว่า การดำเนินงานด้านกฏหมาย แบ่งเป็น
1) กฎหมายอนุวัติการตามพันธกรณี ซึ่งประกอบไปด้วย พรบ. จำนวน 4 ฉบับ และกฎหมายลำดับรองอีก 4 ฉบับ

2) กฎหมายเตรียมความพร้อม ซึ่งประกอบไปด้วย พรบ. 19 ฉบับ และกฎหมายลำดับรองอีก 12 ฉบับ
 
โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ชี้แจงถึงความคืบหน้าของ พรบ. คุ้มครองการดำเนินงานของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พรบ. การเดินอากาศฯ และ พรบ. เครื่องหมายการค้า ถึงแม้แต่ละเสาหลักที่สำคัญจะรายงานผลการดำเนินงาน ของการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ว่าทำงานไปได้กว่า 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ด้วยความสำคัญของเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรี จึงสั่งการปรับโครงสร้างของคณะกรรมการศูนย์อำนวยการเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานเอง และให้รองนายกรัฐมนตรีด้านต่าง ๆ เป็นผู้ดูแลในสามเสาหลัก คือ เสาการเมืองและความมั่นคง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นประธาน เสาเศรษฐกิจ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และเสาสังคมและวัฒนธรรม นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

นอกจากนี้ ให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เป็นประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ โดยให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ประสานงานหลัก เรียกว่าเป็นการสั่งการโดยฉับไว เพื่อปรับโครงสร้างในการทำงาน ให้สนองตอบด้วยความรวดเร็ว
 
นอกเหนือจากนั้น นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการเพิ่มเติมให้คณะกรรมการทั้ง 3 เสา ไปศึกษาวิกฤตและโอกาสของแต่ละเสา ความได้เปรียบเสียเปรียบของประเทศไทย และจัดทำมาตรการรองรับความเสี่ยงต่าง ๆ พร้อมทั้งสั่งการให้เพิ่มเรื่องการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม (how to) ในแต่ละเสา โดยขอให้เน้นความร่วมมือระหว่างกันในอาเซียนให้มากขึ้น โดยเฉพาะด้านการวิจัยและพัฒนาและความร่วมมือด้านสินค้าเกษตร ข้าว ยางและปาล์ม อีกทั้งได้ขอให้ทุกหน่วยงานต่าง ๆ เร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชนเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากประชาคมอาเซียนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งทุกหน่วยงานจะต้องใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ เป็นเป้าหมายหลัก
 
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังให้เพิ่มเรื่องการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยให้ความสำคัญอย่างมากในประเด็นการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งในวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 รัฐบาลไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมว่าด้วย การโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ ในมหาสมุทรอินเดีย เพื่อแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ และการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ ของ ชาวโรฮีนจา โดยรัฐบาลไทยจะเชิญเจ้าหน้าที่อาวุโสจากประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด 15 ประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม บังกลาเทศ รวมทั้งเชิญประเทศผู้สังเกตการณ์ อาทิ สหรัฐฯ ตลอดจนผู้แทนองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เข้าร่วมประชุม ณ กรุงเทพมหานคร

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์