หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ระดมกูรูผ่า ‘ยุคสมัยแห่งเออีซี’

1 พฤษภาคม 2015

โดย : วิภาภัทร์ นิวาศะบุตร
 
สื่อยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น "นิเคอิ รีวิว” ร่วมกับสองสถาบันคุณภาพ "สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” และ "คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” จัดสัมมนา "ยุคสมัยแห่งเออีซี” โดยมีแขกรับเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายหน่วยงานและสถาบัน ซึ่งมีรศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันฯ เป็นผู้ดำเนินรายการ ในการนี้ยังได้รับเกียรติจาก ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน มาร่วมแสดงทรรศนะในหัวข้อดังกล่าวอีกด้วย
 
ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า ท่ามกลางบรรยากาศการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของอาเซียนที่กำลังจะเริ่มอย่างเป็นทางการในปลายปี 2558 นี้ พบว่า มูลค่าการค้ารวมแต่ละประเทศในภูมิภาคซึ่งไต่ไปถึงระดับ 2.5-2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น มีการค้าระหว่างกันเองภายในภูมิภาคเพียง 1 ใน 4 ส่วนเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก ดังนั้น การรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจจะไม่มีวันประสบความสำเร็จหากสมาชิกกันเองยังมีมูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่เพียง 1 ใน 4 ของมูลค่าทั้งหมด สิ่งที่จะส่งเสริมเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันได้คือการมุ่งมั่นแสวงหาความเป็นไปได้และโอกาสการค้าที่ยังคงมีอยู่ระหว่างพรมแดน ส่งเสริมธุรกิจ ระดับเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการหน้าใหม่ อายุยังน้อย
 
 ดร.สุรินทร์ เผยว่า อาเซียนไม่ใช่พื้นที่ของคนรุ่นเก่าอีกต่อไป จริงอยู่ที่คนรุ่นเก่าเป็นผู้สร้างบริษัทและปูทางธุรกิจมานาน แต่เมื่อถึงยุคนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปิดทางให้กับคนรุ่นใหม่ ซึ่งรู้ภาษาของตลาดอาเซียนเข้ามามีบทบาทในตลาดระดับภูมิภาคและตลาดระดับโลก ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของเออีซีมี 4 ข้อ ประการแรกคือ การรวมกันทางด้านเศรษฐกิจ สองคือ จะต้องสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นหรือประเทศนอกกลุ่มได้ ประการที่สามคือ ต้องมีความเท่าเทียมระหว่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะต้องเร่งแก้ไข ยกตัวอย่างเช่น สิงคโปร์มีรายได้ต่อหัวประชากรปีละ 54,000 ดอลลาร์สหรัฐ (1.8 ล้านบาท) แต่ในเมียนมาร์ประชากรมีรายได้ต่อหัวเพียงวันละน้อยกว่า 3 ดอลลาร์สหรัฐ (98 บาท) แสดงให้เห็นช่องว่างระหว่างรายได้ที่มีมากเกินไปในอาเซียน
 
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาความไม่เท่าเทียมกันเองภายในแต่ละประเทศ ทำให้ความเท่าเทียมกันในภูมิภาคกลายเป็นเรื่องยากที่จะจัดการ ประการที่สี่คือ การรวมตัวเข้ากับระบบการค้าของโลก การที่อาเซียนจะสามารถทำเรื่องดังกล่าวได้ จะต้องพัฒนาและพิสูจน์ตัวเอง ปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ให้สามารถบรรลุข้อตกลงกับประเทศอื่น ๆ ได้ด้วย ส่วนในมุมมองการเชื่อมโยงระหว่างกันที่อาเซียนถือเป็นเรื่องจำเป็นนั้น ดร.สุรินทร์มองว่า แนวคิดที่สำคัญของการเคลื่อนย้ายสินค้าและการผลิตก็คือ ไม่ใช่ให้ผู้ประกอบการเป็นคนย้ายตัวเองเข้าไปหาคนซื้อในต่างประเทศ แต่ควรจะต้องใช้บริการและเทคโนโลยีที่ได้รับการปรับเปลี่ยนให้เชื่อมโยงพรมแดนเข้าหากันได้ เพื่อก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการและผู้คนได้อย่างอิสระ
 
ในงานนี้ยังได้รับเกียรติจากผู้บริหารธุรกิจชั้นนำในไทยมาร่วมเปิดมุมมองการลงทุนในภูมิภาค และการแข่งขันที่จะต้องเผชิญกับบริษัทนอกภูมิภาคที่จะเข้ามาลงทุนแข่งขันด้วย เพราะเออีซีเองก็ตั้งใจไว้ว่า จะเป็นแหล่งดึงดูดทุนจากทั่วโลก นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชียกล่าวว่า ในการทำธุรกิจนั้น เขาให้ความสำคัญกับบุคลากรมากเพราะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของกิจกรรมทุกอย่าง และหากจะพาบริษัทไปลงทุนในต่างแดน จะต้องใช้กำลังคนที่มีความสามารถ แต่ประเทศไทยเองก็ยังคงล้าหลังในเรื่องระบบการศึกษาอยู่ดี อีกประการหนึ่งคือ หากจะดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาในภูมิภาคหรือเข้ามาในไทย เรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่พรักพร้อมก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ และเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตเองก็มีผลต่อการลงทุนเช่นกัน
 
สำหรับในมุมมองของกลุ่มธุรกิจธนาคารต่อการแข่งขันกับกลุ่มทุนธนาคารข้ามชาติ นายพิพิธ เอนกนิธิ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทยเผยว่า เคแบงก์ใช้ประโยชน์จากข้อมูลการเข้ามาลงทุนของธนาคารข้ามชาติและได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายกฎระเบียบระหว่างกันในภูมิภาค รวมทั้งข้อตกลงระหว่างอาเซียนกับจีน ส่วนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมนั้นก็เป็นประเด็นที่ให้ความสำคัญ เพราะอินเทอร์เน็ต แบงกิ้งกำลังเป็นแนวโน้มธุรกิจธนาคารที่สำคัญในอนาคต เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ทั้งนี้ กสิกรจะใช้ประโยชน์จากการแข่งขันที่เกิดขึ้นทั้งในภูมิภาคและนอกภูมิภาคสร้างโมเดลธุรกิจเพื่อการแข่งขันที่จะต้องเผชิญในอนาคต ทั้งนี้ คู่แข่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่มีเพียงแค่ธนาคารด้วยกันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงปัจจัยเสี่ยงอย่างเช่น โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่รองรับและภัยด้านไซเบอร์
 
ส่วนนายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจพลังงานในอาเซียนมีทั้งผู้ที่เป็นประเทศส่งออกและนำเข้าในจำนวนที่เหลื่อมล้ำกันไม่มาก ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาบริษัทพลังงานใหญ่ ๆ ของโลกพยายามที่จะเข้ามาแข่งขันในไทย แต่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากต้องมาเผชิญการแข่งขันกับธุรกิจพลังงานในประเทศเองซึ่งเป็นเจ้าถิ่น ปตท.มองว่า จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น แต่อุปสรรคใหญ่คือกฎเกณฑ์ระหว่างกัน ทั้งแบบที่เป็นภาษีและไม่ใช่ภาษี เพราะธุรกิจพลังงานไม่ใช่ธุรกิจที่สามารถลงทุนได้อย่างอิสระ ประเทศแต่ละประเทศต่างปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของตนอย่างเต็มที่ทั้งสิ้น
 
ดังนั้น ธุรกิจนี้จึงไม่ขึ้นอยู่กับการแข่งขันระหว่างบริษัทแต่ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงทรัพยากร ซึ่งมีกฎเกณฑ์ระหว่างรัฐเป็นปัจจัยหลักที่เป็นอุปสรรค จากแบบสำรวจการแข่งขันในอาเซียน ที่สอบถามเหล่าธุรกิจต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน 10 ประเทศ ในปี 2556 จัดทำโดยโรงเรียนการนโยบายสาธารณะ ลี กวน ยู ประเทศสิงคโปร์ระบุว่า มีเพียงร้อยละ 7 เท่านั้นที่มีความรู้เข้าใจถ่องแท้เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของอาเซียน และแบบสำรวจที่จัดทำโดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ก็ชี้ว่า ธุรกิจร้อยละ 55 ไม่มีความตระหนักรู้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับเออีซี และมีธุรกิจเพียงราว 1 ใน 5 ส่วนจากจำนวนทั้งหมดเท่านั้น ที่มีการเตรียมความพร้อมวางแผนเพื่อรองรับการเปิดเออีซีในปี 2558
 
เป้าหมายหลักของการเปิดเออีซีนี้ก็เพื่อส่งเสริมให้เหล่าธุรกิจเอสเอ็มอีสามารถลืมตาอ้าปากได้ด้วยการค้าระหว่างกันในภูมิภาค แต่ขณะนี้กลับกลายเป็นว่า ธุรกิจส่วนน้อยที่กำลังรับประโยชน์จากเออีซีคือกลุ่มทุนที่มีเงินหนา และเกินระดับเอสเอ็มอีขึ้นไปแล้วต่างหาก.
 
 
 
credit : dailynews

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์