หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

รอบรู้อาเซียน >> รอบรู้อาเซียนทั่วไป
กองทัพไทยกับอาเซียน

13 พฤษภาคม 2015

นับจากสิ้นสุดสงครามเย็น โลกได้พัฒนาเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่แน่นอน กระแสโลกาภิวัตน์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้นำมาซึ่งการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของผู้คน สินค้า และการบริการได้เพิ่มจำนวนขึ้นในอัตราที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เกิดความเชื่อมโยงอย่างกว้างขวาง
ที่ทำให้บุคคลหรือผู้มีบทบาทที่ไม่ใช่รัฐ (Non-state actor) ทั้งที่ประสงค์ดีและร้ายต่างก็มีอิทธิพลมากขึ้น
ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทั้งในระดับโลก ภูมิภาค หรือภายในรัฐชาติหนึ่งชาติใด อันส่งผลให้เกิดความท้าทาย
ต่อความเป็นรัฐชาติ รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ
 
นอกจากนี้ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ได้รับการกระตุ้นเทคโนโลยีทันสมัยที่นำมาใช้ ในการแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ และนำมาซึ่งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ได้ช่วยบรรเทาความยากจนของประชากร และนำไปสู่ศูนย์อำนาจใหม่ของโลก หลายชาติพยายามที่จะมีบทบาทมากขึ้นทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลก ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งในด้านความมั่นคงปลอดภัยและความกินดีอยู่ดี อย่างไรก็ตาม การเร่งใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เกินสมดุลก็ได้นำมาซึ่งผลการทำลายสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนและแย่งชิงทรัพยากรและแหล่งพลังงาน รวมทั้ง ยังเป็นการเร่งให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่รุนแรงตามมา และด้วยโลกที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้พรมแดน เหตุการณ์ในมุมหนึ่งของโลกย่อมเห็นและรับทราบได้ในอีกมุมหนึ่ง และยิ่งไปกว่านั้นในแต่ละจุดภายในรัฐชาติหนึ่งยังได้รับผลกระทบจากภาวะและเหตุการณ์ต่างๆ ภายนอกประเทศมากยิ่งขึ้น
 
กระแสโลกาภิวัฒน์ทำให้การเชื่อมโยงในมิติต่างๆ รวดเร็วขึ้น โลกไซเบอร์มีผลต่อวัฒนธรรม วิถีชีวิต ทัศนคติ ความเชื่อ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล กระบวนการเรียนรู้ และพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน รวมทั้งทำให้แนวโน้มของความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและเครือข่ายที่เกิดจากการคุกคาม ทางไซเบอร์มีสูงขึ้น โดยปัจจุบันหลายประเทศมีความขัดแย้งระหว่างกันได้มีการพัฒนาความสามารถในการคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อลดความสามารถของฝ่ายตรงข้าม ทั้งความสามารถโดยทั่วไปของประเทศและความสามารถของกองทัพ ซึ่งทำให้หลายประเทศให้ความสำคัญต่อการคุกคามดังกล่าวและพัฒนาวิธีการป้องกันการคุกคามนี้จากฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น
 
ในขอบเขตประเทศเพื่อนบ้าน กระทรวงกลาโหมให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสัมพันธ์ ในทุกมิติ และทุกระดับเป็นอันดับแรก ไม่เพียงเพื่อเสริมสร้างรักษาผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างสองฝ่าย แต่เพื่อความเจริญและความสงบสุขของภูมิภาคโดยรวมด้วย ในแง่ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน สามารถเป็นทั้งปัจจัยบวก และความท้าทาย ทำให้ความสัมพันธ์มีความละเอียดอ่อน และซับซ้อน ซึ่งหากสามารถใช้เป็นประโยชน์จากปัจจัยดังกล่าวในทางสร้างสรรค์ได้ก็จะเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง และความเป็นเอกภาพของภูมิภาคได้
 
ประเทศเพื่อนบ้านมีความสำคัญอย่างมากต่อการรักษาความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย ทั้งในบริเวณชายแดนและของประเทศโดยรวม ซึ่งความสำคัญนี้จะเพิ่มทวีขึ้นเมื่อก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ในปี ๒๕๕๘ กระทรวงกลาโหมดำเนินนโยบายภายใต้เสาหลักด้านการเมืองและความมั่นคง มุ่งเน้นการลดความหวาดระแวงของประเทศเพื่อนบ้าน และเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ รวมทั้งการส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะด้านการทหาร และความมั่นคง รวมทั้งใช้กลไกที่มีอยู่ เช่น GBC JBC RBC เพื่อคลี่คลายปัญหาขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน ดังนั้น กระทรวงกลาโหมจึงกำหนดแนวนโยบาย ทางทหารกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนี้
 
๑. การเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน
๑.๑ ต้องมีขีดความสามารถในการกระชับความสัมพันธ์กับผู้นำทางทหารระดับสูง ของประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยการดำเนินงานของผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร การแลกเปลี่ยนการเยือนและการดำเนินการอื่นๆ เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหวางกระทรวงกลาโหมในเชิงสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่ายเพื่อสร้างบรรยากาศความเป็นมิตร รักษาความเป็นกลาง ลดเงื่อนไขและลดโอกาสที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง รวมทั้งป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศใดก็ตาม
๑.๒ ต้องมีขีดความสามารถในการจัดการศึกษาอบรมกำลังพลให้มีความรู้เกี่ยวกับ การสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับนานาประเทศ รู้เท่าทันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศต่างๆ รวมทั้งมีความรู่เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย
 
๒. การดำเนินงานการทูตโดยฝ่ายทหาร (Defence Diplomacy)
๒.๑ คณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงกลาโหมหรือฝ่ายทหารของไทยกับกระทรวงกลาโหม หรือฝ่ายทหารประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้ง คณะกรรมการร่วมระหว่างส่วนราชการต่างๆ ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ในทุกระดับต้องมีขีดความสามารถในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงให้เกิดขึ้น
๒.๒ กำลังป้องกันชายแดนของกองทัพ จะต้องมีขีดความสามารถในการใช้มาตรการทางการทูตโดยฝ่ายทหาร เพื่อไม่ให้เกิดหรือลดความขัดแย้งในระดับพื้นที่
๒.๓ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารในบทบาทด้านการทูตโดยฝ่ายทหาร ในฐานะตัวแทนของกระทรวงกลาโหม และกองทัพในต่างประเทศ จะต้องมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการด้านการข่าว ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้านความมั่นคง และงานด้านการทูตโดยฝ่ายทหารอื่นๆ ตามนโยบายการต่างประเทศ และนโยบายด้านความมั่นคงของชาติ
 
๓. การพัฒนาความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมประเทศเพื่อนบ้าน ในการคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกัน ๓.๑ ต้องมีขีดความสามารถในการสร้างความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม ประเทศเพื่อนบ้าน ในการคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกัน
๓.๒ ต้องมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกับกองทัพประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เกิดความผูกพันทางผลประโยชน์ร่วมกัน และลดปัญหาความขัดแย้ง และการกระทบกระทั่งระหว่าง กองกำลังของฝ่ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น
๓.๓ ต้องมีขีดความสามารถในการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งด้านการฝึกร่วม/ผสมการแลกเปลี่ยนทางการศึกษา การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีทางทหาร เพื่อให้ก้าวทัน การเปลี่ยนแปลงทางด้านวิทยากร และเทคโนโลยีทางทหาร ตลอดจนให้ได้รับทักษะที่จะเป็นประโยชน์ต่อ การปฏิบัติร่วมกันทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
๓.๔ ต้องมีขีดความสามารถในการสนับสนุนประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาประเทศตามแนวความคิดการพัฒนาพื้นที่ข้ามชายแดน (Cross – Border Development) ด้วยกำลังทรัพยากรของกระทรวงกลาโหมที่มีอยู่ เพื่อสร้างเสริมจิตสำนักของประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อประเทศไทย และลดเงื่อนไขความขัดแย้ง ตลอดจนสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งจะเป็นผลทำให้เกิดความมั่นคงร่วมกันในระยะยาว
 
๔. ความร่วมมือกับเพื่อนบ้านในการแลกเปลี่ยนข่าวกรองเกี่ยวกับความเคลื่อนไหว ของกลุ่มก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ ลดหรือยุติการช่วยเหลือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ รวมทั้งทำความเข้าใจกับประเทศที่ให้การสนับสนุน กลุ่มก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ ให้ลดหรือยุติการช่วยเหลือ
๔.๑ ต้องมีขีดความสามารถในการประสานงานด้านการข่าวกับเพื่อนบ้าน เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ไม่หวังดีต่อประเทศไทย กลุ่มก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติทุกกลุ่มที่มีแนวโน้ม จะเข้ามาปฏิบัติการในประเทศไทย รวมทั้งมีขีดความสามารถในการทำความเข้าใจกับเพื่อนบ้านเพื่อลดหรือยุติการช่วยเหลือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ และช่วยทำความเข้าใจกับประเทศที่ให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ ให้ลดหรือยุติการช่วยเหลือ
 
๕. ขยายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน และดำเนินการไม่ให้กลุ่มบุคคลใดๆ เข้ามาใช้พื้นที่ประเทศไทยในการสร้างปัญหาให้กับประเทศเพื่อนบ้าน
 
๖. การเสริมสร้างความมั่นคงของประชาคมอาเซียนให้พร้อมเผชิญภัยคุกคามทุกรูปแบบ
๖.๑ ต้องมีขีดความสามารถในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกลาโหมอาเซียน กับองค์กรภาคประชาสังคมในด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่
๖.๒ ต้องมีขีดความสามารถในการใช้ทรัพยากรและศักยภาพทางทหาร รวมทั้ง ความร่วมมือระหว่างประเทศในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติในกรอบอาเซียน
๖.๓ ต้องมีขีดความสามารถในการสนับสนุนการปฏิบัติการรักษาสันติภาพในกรอบอาเซียน
๖.๔ ต้องมีขีดความสามารถในการพัฒนาความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในกรอบอาเซียน
๖.๕ ต้องมีขีดความสามารถในการพัฒนาความร่วมมือด้านโครงการปฏิสัมพันธ์ ทางทหารระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน
๖.๖ ต้องมีขีดความสามารถในการพัฒนาความร่วมมือด้านการสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงร่วมกันในอาเซียน
๖.๗ ต้องมีขีดความสามารถในการพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล ในกรอบอาเซียน
๖.๘ ต้องมีขีดความสามารถในการพัฒนาความร่วมมือด้านการแพทย์ทางทหาร ในกรอบอาเซียน
๖.๙ ต้องมีขีดความสามารถในการพัฒนาความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้าย ในกรอบอาเซียน
๖.๑๐ ต้องมีขีดความสามารถด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ
๖.๑๑ ต้องมีขีดความสามารถในการพัฒนาความร่วมมือด้านการปฏิบัติการรักษาสันติภาพ
๖.๑๒ ต้องมีขีดความสามารถในการพัฒนาความร่วมมือด้านการปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม
๖.๑๓ ต้องมีขีดความสามารถในการสนับสนุนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมทั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ด้วยการใช้ศักยภาพที่กระทรวงกลาโหมมีอยู่
๖.๑๔ หน่วยในกระทรวงกลาโหมต้องมีการจัดหน่วยให้สามารถรองรับการดำเนินการ ในกรอบอาเซียนได้อย่างเหมาะสม
๖.๑๕ กำลังพลที่เกี่ยวข้องต้องมีความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียนที่ถูกต้อง รวมทั้ง มีทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษและภาษาของประเทศสมาชิกอาเซียนที่จำเป็น
 
๗. เร่งรัดการดำเนินการในกรอบความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนที่ยังคงมีปัญหา เพื่อลดเงื่อนไขและโอกาสที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกัน
๗.๑ ต้องมีการวางระบบงานและเตรียมกำลังพลให้สามารถรองรับการดำเนินงาน ที่ต้องใช้เวลานานได้อย่างต่อเนื่อง
๗.๒ กำลังพลที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความรู้ความเข้าใจหลักการพื้นฐานของกฎหมายและสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับเขตแดน รวมทั้งผลการดำเนินการที่ผ่านมาและอุปสรรคในการดำเนินการที่สำคัญ
 
จากนโยบายของรัฐบาลในการเตรียมความพร้อมรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ ส่งผลให้กระทรวงกลาโหมต้องปรับองค์กรเพื่อให้มีความพร้อม ดังนั้น กระทรวงกลาโหมได้ทำแนวทางปฏิบัติกระทรวงกลาโหมในการเป็นประชาคมอาเซียน ปี ๒๕๕๘ รายละเอียดดังนี้
 
๑. การพัฒนาด้านกำลังพล
พัฒนาการฝึกและศึกษา การใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาของชาติในอาเซียนของกำลังพล ในกองทัพให้สามารถบูรณาการองค์ความรู้ได้อย่างประสานสอดคล้องเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เช่น การพัฒนารูปแบบในการฝึกร่วมผสม หรือการปรับปรุงหลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการเหล่าทัพ เพื่อให้รองรับนายทหารนักเรียนต่างชาติ ในอาเซียนได้มากขึ้น เป็นต้น
 
๒. การพัฒนาด้านการจัดทำงบประมาณ
ปรับปรุงแผนปฏิบัติราชการ ๔ ปี ของกระทรวงกลาโหม และหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม (ปี ๒๕๕๕ – ๒๕๕๘) และแผนปฏิบัติราชการประจำปีให้สามารถตอบสนองและสามารถรองรับต่อภารกิจ ในความรับผิดชอบ และสนับสนุนการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ ได้อย่างเป็นรูปธรรม
 
๓. การพัฒนาด้านการบริหารจัดการ
๓.๑ บูรณาการในกิจกรรมต่าง ๆ ของอาเซียนที่ได้มีการจัดทำไว้อยู่แล้ว เช่น การประชุม ผู้บัญชาการทหารสูงสุดอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ การประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพอาเซียน การแข่งขันยิงปืนอาเซียน การประชุมเจ้ากรมข่าวทหารอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ การประชุมเจ้ากรมยุทธการทหารอาเซียน อย่างไม่เป็นทางการ เป็นต้น
๓.๒ ดำเนินการตามเอกสารแนวความคิดในกรอบการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน (ASEAN Defence Ministers’ Meeting: ADMM)และกรอบการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรีกลาโหมประเทศคู่เจรจา (ASEAN Defence Ministers’ Meeting - Plus : ADMM – Plus) ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยการจัดทำแผนงานงบประมาณเพื่อรองรับกิจกรรมดังกล่าว กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติราชการ ๔ ปี ของกระทรวงกลาโหม และหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม (ปี ๒๕๕๕ – ๒๕๕๘) และแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกระทรวงกลาโหม และหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม (ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ และปี ๒๕๕๘)
๓.๓ จัดตั้งกลไกในการดำเนินการขับเคลื่อนความร่วมมือในกรอบอาเซียน และพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกลไกหรือกฎระเบียบต่างๆ ที่มีอยู่แล้วให้มีความเหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงอาจจัดตั้งหน่วยงานที่เกี่ยวกับการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ สถาบันด้านการศึกษาและวิจัยงานด้านอาเซียนเพิ่มเติม หรือมีการปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ที่ล้าสมัยเพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน เป็นต้น
๓.๔ ปรับปรุงแผนป้องกันประเทศ และภารกิจของกองกำลังป้องกันชายแดนให้สอดคล้องกับการเป็นประชาคมอาเซียน ในปี ๒๕๕๘ ด้วยการเตรียมความพร้อมของหน่วย ยุทโธปกรณ์ บุคลากร ให้มีความเป็นสากลและสามารถรองรับการแก้ไขปัญหาร่วมกันของอาเซียนในภาพรวมได้ ๓.๕ สนับสนุนการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนด้วยการใช้ศักยภาพและขีดความสามารถที่มีอยู่ของกระทรวงกลาโหม
 
 
โดย สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
  

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์