หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
เครื่องมือติดตามวัดผลการดำเนินงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

5 พฤษภาคม 2015

โดย  เติมธรรม  สิทธิเลิศ
 
 
เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อาเซียนจึงดำเนินการจัดทำพิมพ์เขียวการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) และตารางเวลาดำเนินงาน (AEC Strategic Schedule) ขึ้นมา ซึ่งถือเป็นแผนงานแม่บทและแผนงานเชิงปฏิบัติการที่ประกอบด้วยมาตรการและกรอบระยะเวลาที่เป็นรูปธรรม และเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนงานและกรอบระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ อาเซียนจึงจัดทำเครื่องมือติดตามวัดผลการดำเนินงาน หรือเรียกสั้น ๆ ว่า AEC Scorecard ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ดังนี้
 
1. เป็นกลไกกำกับดูแล เพื่อระบุมาตรการที่ต้องดำเนินการโดยอาเซียน/ประเทศสมาชิก
 
2. ใช้ประเมินผลการปฏิบัติตามพันธกรณีของประเทศสมาชิก เพื่อระบุปัญหาและแนวทางเพิ่มขีดความสามารถ
 
3. วิเคราะห์ประสิทธิภาพ/ประสิทธิผล ของแต่ละมาตรการที่มีต่อการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ โดยจะมีการติดตามความคืบหน้าและประเมินผลการดำเนินงานตามมาตรการต่าง ๆ ของสมาชิกเป็นรายยุทธศาสตร์ทั้งในระดับภูมิภาคและรายประเทศ ซึ่งผลการประเมินนี้จะถูกนำเสนอให้ผู้นำอาเซียนทราบในการประชุมสุดยอดอาเซียนในแต่ละปี
 
โครงสร้างและวิธีการประเมินของ AEC Scorecard
 
AEC Scorecard ถูกนำมาใช้ในการวัดความก้าวหน้าของการดำเนินงานตามพันธกิจของประเทศสมาชิกภายใต้กรอบเวลาที่กำหนดไว้ในตารางเวลาดำเนินงาน ตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 โดยแบ่งการประเมินผลการดำเนินงานออกเป็น 4 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 ปี 2008 - 2009
ระยะที่ 2 ปี 2010 - 2011
ระยะที่ 3 ปี 2012 - 2013 และ
ระยะที่ 4 ปี 2014 - 2015
 
โดยประเมินจากร้อยละของจำนวนมาตรการที่ประเทศอาเซียนทำได้จากจำนวนที่ต้องดำเนินการในแต่ละช่วงเวลา ช่วงละ 2 ปี เกณฑ์การประเมินที่ถูกจัดทำขึ้นโดยสำนักเลขาธิการอาเซียนนี้สามารถแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อใหญ่ตามยุทธศาสตร์หลักของพิมพ์เขียวการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั่นเอง โดยในแต่ละหัวข้อมีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้
 
1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน โดยการส่งเสริมให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรี (Free Flow of Goods) การเคลื่อนย้ายบริการและแรงงานฝีมืออย่างเสรี (Free Flow of Services and Skilled Labor) การเคลื่อนย้ายการลงทุนอย่างเสรี (Free Flow of Investment) การเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีมากขึ้น (Freer Flow of Capital) การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในสาขานำร่อง (Priority Integration Sectors) และด้านอาหาร เกษตร และป่าไม้ (Food, Agriculture and Forestry)
 
2. การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง ประกอบไปด้วย นโยบายการแข่งขัน (Competitive Policy) การคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection) สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Rights) และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Development)
 
3. การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค โดยสนับสนุนการพัฒนา SMEs (Development of Small and Medium Enterprises) ตลอดจนการส่งเสริมโครงการต่าง ๆ ภายใต้กรอบการริเริ่มการรวมกลุ่มอาเซียน (Initiative for ASEAN Integration: IAI)
 
4. การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก โดยเน้นการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียนกับประเทศภายนอกภูมิภาค อาทิ การจัดทำเขตการค้าเสรี และการสร้างเครือข่ายด้านการผลิตและจัดจำหน่าย
 
ผลการประเมินความคืบหน้าระยะที่ 3 พบว่าในปี 2012 - 2013 ประเทศที่ดำเนินตามแผนงานได้มากที่สุดในระยะที่ 3 คือไทย มีคะแนนร้อยละ 84.6 รองลงมาคือมาเลเซีย มีคะแนนร้อยละ 84.3 และสิงคโปร์ มีคะแนนร้อยละ 84.0 ซึ่งสูงกว่าผลการดำเนินงานของอาเซียนในภาพรวมซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 70.5 (ข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-31 ต.ค.55)
 
นอกจากนี้ ยังมีการประเมินปัจจัยสำคัญสู่การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ได้แก่ เจตนารมณ์ทางการเมือง ความร่วมมือและการใช้ประโยชน์ร่วมกันจากทรัพยากร และการหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน
 
 
 
ส่วนอาเซียน  สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์