หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
“ไทอาหม” ความเป็น “ไท” ที่เลือนหายไป

4 เมษายน 2015 (จำนวนคนอ่าน 4904)

โดย  อดิศักดิ์  ศรีสม
 
 
กลุ่มชาติพันธุ์ "ไท” เป็นชื่อเรียกโดยรวมของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมดที่อยู่ในตระกูลภาษา "ไท-กะได” ซึ่งปรากฏการตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ทั่วไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งในเวียดนาม ลาว กัมพูชา ไทย และจีนตอนใต้ รวมไปถึงดินแดนปลายสุดทางทิศตะวันตกของภูมิภาค เช่น ในรัฐอัสสัมของอินเดีย "อัสสัม” ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ดินแดนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น 1 ในรัฐ 7 สาวน้อย (Seven Sister States) ที่มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์และยังเกี่ยวข้องกับการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดอีกกลุ่มของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นคือ "ไทอาหม”
 
"ไทอาหม” (Tai Ahom) เป็นกลุ่มชนสาขาหนึ่งของกลุ่มชาติพันธุ์ไทที่เคยมีถิ่นฐานอยู่ในแถบมณฑลยูนนานทางตอนใต้ของประเทศจีน ก่อนจะเคลื่อนตัวมาตั้งบ้านเมืองและกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของดินแดนอัสสัมในปัจจุบัน ปฐมบทของอาณาจักรไทยอาหมเริ่มขึ้นเมื่อต้นคริสต์ศรรตวรรษที่ 13 เมื่อ "เจ้าหลวงเสือก่าฟ้า” (Chao-Lung-Siu-Ka-Pha) แห่งเมืองมาว (Moung Mao) ออกเดินทางพร้อมไพร่พลประมาณ 9,000 คน แสวงหาที่ตั้งเมืองใหม่โดยข้ามเทือกเขาปาดไก่ (Patkai) ในเมียนมามาจนถึงลุ่มน้ำพรหมบุตร
 
หลังจากที่ใช้เวลาอันยาวนานถึง 21 ปี ในการเสาะหาเมืองที่เหมาะสม ในที่สุดพระองค์ได้พบกับ "เมืองแจ้ไรดอย” (Che-Rai-Doi) จึงสถาปนาให้เมืองหลวงถาวรของราชอาณาจักรอาหมในชื่อ "เมืองดอนสวนคำ” (Mung-Dun-Sun-Kham) ในอดีตชาวไทอาหมมีภาษาพูดเป็นของตนเอง จัดอยู่ในกลุ่มภาษาไท-กะได (Tai-Kadai) ส่วนตัวอักษรน่าจะได้รับอิทธิพลมาจาก "อักษรพราหมี” แต่ปัจจุบันชาวไทอาหมได้เปลี่ยนมาใช้ภาษาอัสสัมมีส (Assamese) หลังจากราชสำนักอาหมยอมรับเอาวัฒนธรรมของอินเดียเข้ามา นำไปสู่การสิ้นสุดของภาษาไทอาหมดั้งเดิมที่เหลือไว้ใช้ประโยชน์เฉพาะในด้านพิธีกรรมเท่านั้น
 
อาณาจักรอาหมเริ่มเสื่อมถอยลงในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 18 หลังการเกิดกบฏภายในราชอาณาจักร อีกทั้งในช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ยังถูกกองทัพเมียนมาเข้ารุกรานทำลายเมืองหลวงและสถาปนากษัตริย์พระองค์ใหม่ขึ้นเป็นหุ่นเชิด เมื่อเมียนมาแพ้อังกฤษในสงครามอังกฤษ-เมียนมาครั้งแรก (First Anglo-Burmese War) ได้มีการลงนาม "สนธิสัญญายันดาโบ” (Treaty of Yandabo) ในปี ค.ศ. 1826 นับเป็นการเปิดทางไปสู่การสิ้นสุดของราชอาณาจักรอาหมอย่างถาวร โดยอังกฤษได้ตั้งชื่อดินแดนแถบนี้ใหม่ว่า "อัสสัม” เป็นคำเรียกที่เพี้ยนมาจากคำว่า "อาซอม” (Assom) ซึ่งเป็นคำที่ชาวอินเดียใช้เรียกชาวอาหมนั่นเอง
 
นับตั้งแต่อาณาจักรไทอาหมล่มสลายลงจากการเข้าครอบครองของอังกฤษในปี ค.ศ.1826 ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และประชากรของรัฐอัสสัมครั้งใหญ่มีการบุกเบิกแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรในอัสสัม ทั้งการทำเหมืองแร่ การขุดเจาะน้ำมัน และทำการเกษตรขนาดใหญ่โดยเฉพาะการทำไร่ชา ชาอัสสัมได้รับการยกย่องว่าเป็นชาที่ดีที่สุดในโลกเนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของหุบเขาพรหมบุตร(Brahmaputra) ที่เอื้อต่อการเติบโตของต้นชา ปัจจุบันจึงมีไร่ชาน้อยใหญ่ในอัสสัมกว่า 65,000 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 320,000 เฮกเตอร์ โดยสามารถผลิตชาได้ถึง 487,500 ตันต่อปี
 
การเติบโตของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ส่งเสริมให้เกิดการเคลื่อนย้ายผู้คนจำนวนมหาศาล จนกระทั่งคนนอกเข้ามาครอบครองสัดส่วนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและแก่งแย่งทรัพยากรกับคนในท้องถิ่นอย่างเข้มข้น แม้ที่ผ่านมาชาวอาหมแทบจะไม่หลงเหลือร่องรอยเกี่ยวกับชาติพันธุ์ไทอยู่เลย และยังต้องกลายเป็นชนกลุ่มน้อยอันเนื่องมาจากการถูกกลืนของวัฒนธรรมอินเดีย ทั้งด้านศาสนา ภาษา และการเมือง แต่ยังโชคดีที่ปัจจุบันรัฐบาลอินเดียได้เปิดพื้นที่ทางสังคมให้แก่ชนกลุ่มต่าง ๆ มากขึ้น จึงเริ่มเกิดความเคลื่อนไหวของชาวไทอาหมหลายกลุ่มที่ต้องการจะฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง รวมไปถึงความพยายามในการอนุรักษ์โบราณสถานต่าง ๆ อย่างเข้มแข็ง
 
ทั้งหมดคือความพยายามจะสร้างให้เกิดจิตสำนึกบนพื้นฐานของความแตกต่างระหว่างอัตลักษณ์ชาวไทอาหมและสังคมอัสสัมมิส (Assamese) ให้มีความชัดเจนมากขึ้นนั่นเอง
 
 
 
ส่วนอาเซียน  สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ
กรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์