หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

ข่าวสารอาเซียน
เอเปก-อาเซียนซัมมิท ผนึกความร่วมมือ ต่อยอดการพัฒนา

15 พฤศจิกายน 2014 (จำนวนคนอ่าน 1804)

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางเข้าร่วมประชุมผู้นำประเทศกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ครั้งที่ 26 ที่กรุง
ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีสมาชิกทั้งหมด 21 เขตเศรษฐกิจ และมีผู้นำประเทศมหาอำนาจเข้าร่วมการประชุม อาทิ นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น
นายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และนายโทนี่ แอบบอตต์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย

ทั้งนี้ หัวใจหลักของการประชุมเอเปกเพื่อมุ่งเน้นไปที่การเปิดเสรีทางการค้าการลงทุน หรือที่เรียกว่า "เป้าหมายโบกอร์" (Bogor Goals) ระบุสมาชิกที่พัฒนาแล้วภายในปี 2553 และกำลังพัฒนาภายในปี 2563 รวมทั้งยังเป็นเวทีการหารือประเด็นใหม่ เช่น การต่อต้านการก่อการร้าย การต่อต้านการทุจริต เป็นต้น ซึ่งมูลค่าการค้าระหว่างสมาชิกเอเปกคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 46% ของการค้าโลก มีการค้าภายในกลุ่มราว 70% และการค้ากับประเทศนอกกลุ่มราว 30%

และประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือ "การสร้างอนาคตด้วยความเป็นหุ้นส่วนในเอเปก"
มี 3 ประเด็นหลัก คือ
1) การก้าวสู่การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค
2) การส่งเสริมการพัฒนาในเรื่องของนวัตกรรม การปฏิรูปเศรษฐกิจและการเจริญเติบโต และ
3) การส่งเสริมความเชื่อมโยงอย่างครอบคลุมและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 25 ณ กรุงเนย์ปิดอว์ เมียนมา เป็นอีกหนึ่งการประชุมที่สำคัญ
นอกจากเป็นการหารือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนแล้ว ยังมีการประชุมระหว่างผู้นำอาเซียนกับ
คู่เจรจา ได้แก่ อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งการประชุมจะเน้นในเรื่องของการ
ทบทวนการดำเนินงานที่ผ่านมา รวมทั้งพัฒนาความคืบหน้าในการสร้างประชาคมอาเซียนอย่างแข็งแกร่งเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในสิ้นปีหน้า

กรอบการประชุมสุดยอดอาเซียนจะเน้นประเด็นสำคัญที่
1) การสร้างประชาคมอาเซียน
2) การสร้างวิสัยทัศน์หลังปี 2558 และ
3) การแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นในภูมิภาคและระหว่างประเทศ

แต่ส่วนใหญ่จะเป็นประเด็นเร่งด่วนสำหรับอาเซียนในปีหน้า เพื่อกำหนดทิศทางให้ชัดเจนขึ้น ยังมีการประชุมในระดับอนุภูมิภาคอีก 1 กรอบที่สำคัญ คือ การประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขง กับญี่ปุ่น พร้อมด้วยผู้นำประเทศสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น สมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว นายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีเมียนมา
นายเหวียน เติ๊น สุง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย

โดยการประชุมนี้จะมีการติดตามผลการดำเนินงานในช่วงปีที่ผ่านมาภายใต้แผนยุทธศาสตร์โตเกียวของปี 2555 ซึ่งจะเน้นการพัฒนาความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาค โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาประเทศสมาชิกให้เติบโตไปพร้อมกัน โดยมีการส่งเสริมบทบาทในภาคเอกชนให้ได้รับประโยชน์
จากการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าการลงทุน ญี่ปุ่นเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการร่วมพัฒนาอาเซียนตั้งแต่ปี 2551 โดยเฉพาะชาติลุ่มน้ำโขง ซึ่งในที่ประชุมจะมีการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือในอนาคตหลังจากปี 2558

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีของไทยจะเน้นย้ำต่อที่ประชุมถึงเจตนารมณ์ของไทยในการเป็นหุ้นส่วน
ของญี่ปุ่นเพื่อพัฒนาลุ่มน้ำโขง และไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน ได้แก่ การ
พัฒนาภาคการผลิตเพื่อสนับสนุนการสร้างงาน การสร้างรายได้ในอนุภูมิภาคให้ยั่งยืน ซึ่งทางรัฐบาล
มีนโยบายสนับสนุนการลงทุนและการอำนวยความสะดวกเพื่อขนส่งสินค้า อาทิ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจ
พิเศษตามแนวชายแดน จัดทำแผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุน แผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
แผนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และนโยบายส่งเสริมการจัดตั้งสำนักงานส่วนภูมิภาคในไทย

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอนุภูมิภาคเป็นเวลานาน เห็นได้จากการที่ญี่ปุ่นให้เงินสนับสนุนผ่านทางธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่ม
แม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion GMS) แต่เนื่องจากกรอบ GMS มี 2 มณฑลตอนใต้ของจีน คือ
ยูนนานและกวางสี ทำให้จีนมีบทบาทมากในกรอบนี้ ดังนั้น การริเริ่มความร่วมมือ Mekong-Japan ของ
ญี่ปุ่น จึงเป็นเหมือนการชูบทบาทเดี่ยวของญี่ปุ่นในอนุภูมิภาคให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม กรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-ญี่ปุ่น มีเป้าหมายต้องการลดช่องว่างทางการพัฒนา
และช่วยสนับสนุนให้ชาติอาเซียนใหม่ในลุ่มน้ำโขงสามารถพัฒนาได้ทัดเทียมกับชาติสมาชิกอื่น ๆ
อันจะทำให้การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนดำเนินไปอย่างราบรื่น ซึ่งไทยถือว่ามีบทบาทที่สำคัญในการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาร่วมกันด้วย



ที่มา : กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ


กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์