หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

ข่าวสารอาเซียน
บีโอไอหนุนธุรกิจรุกเวียดนาม

4 ธันวาคม 2014 (จำนวนคนอ่าน 1652)

นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า
เวียดนามเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง แต่ก็มีการแข่งขันสูงเช่นกัน โดยอุตสาหกรรมที่เวียดนามต้องการให้ไทยเข้าไปลงทุน จะเป็นอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ แปรรูปสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทย
มีศักยภาพ

อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะเข้าไปลงทุน ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ยาก เพราะในขณะนี้มีผู้ประกอบการรายใหญ่จากทั่วโลกเข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมาก ดังนั้น หากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องการ
จะเข้าไปลงทุนจะต้องตามรายใหญ่เข้าไปลงทุนเป็นซัพพลายเชน หรือรวมกลุ่มกันออกไปลงทุน
โดยในขณะนี้กฎระเบียบการลงทุนของประเทศเวียดนามก็ได้ปรับปรุงดีขึ้นเรื่อย ๆ มีการลดขั้นตอนการออกใบอนุญาตต่าง ๆ ทำให้การลงทุนตั้งโรงงานง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ในประเทศเวียดนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจะมีอำนาจในการกำหนดนโยบายต่าง ๆ สูงมาก
และในแต่ละจังหวัดก็มีนโยบายการส่งเสริมที่ต่างกัน ดังนั้น นักลงทุนไทยจะต้องศึกษาแผนเศรษฐกิจ
ในจังหวัดที่เข้าไปลงทุนอย่างละเอียดว่า มุ่งเน้นในอุตสาหกรรมเป้าหมายอะไรบ้าง ซึ่งหากเข้าไปถูกช่องทางที่กำหนดก็จะได้รับการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อย่างเต็มที่ โดยในภาพรวมอุตสาหกรรมที่รัฐบาลเวียดนามต้องการให้ต่างชาติเข้าไปลงทุน เช่น นิคมอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน โรงไฟฟ้า อุตสาหกรรมอาหาร และธุรกิจท่องเที่ยว เป็นต้น

ส่วนแผนการตั้งสำนักงานในภูมิภาคอาเซียนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยที่เข้าไปลงทุนนั้น ขณะนี้ได้ตั้งเป้าที่จะตั้งสำนักงานในประเทศอินโดนีเซีย เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำ
ในรายละเอียด และจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบีโอไอต่อไป ซึ่งภายหลังการเปิดประชาคม
เศรษฐกิจอาเซียน จะทำให้นักลงทุนไทยออกไปตั้งฐานในอาเซียนเพิ่มขึ้น

นายชัยนันท์ หนูเพ็ชร์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซี.พี. เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ผู้ประกอบการที่ตั้งใจจะเข้าไปลงทุนในเวียดนาม จะต้องลงไปอยู่ในพื้นที่ศึกษาข้อมูลทุกด้านอย่างจริงจัง สอบถามข้อมูลจากสถาบันการเงินที่เข้าไปตั้งสาขาในเวียดนาม และสมาคมนักธุรกิจไทย-เวียดนาม รวมทั้งควรจะรวมกลุ่มเข้าไปลงทุน โดยแนวโน้มนโยบายการลงทุนของเวียดนามนั้น ในปี
2558 รัฐบาลเวียดนามจะเปิดให้มีการลงทุนในธุรกิจค้าปลีกรายย่อยต่าง ๆ ตามข้อกำหนดกรอบเวลา
ขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) รวมทั้งยังมีโอกาสในการเข้าไปลงทุนโรงพยาบาล และโครงการสาธารณูปโภคต่าง ๆ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจเหล่านี้จึงมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงในตลาดเวียดนาม

ทั้งนี้ ซีพีพร้อมที่จะให้คำปรึกษากับนักลงทุนในทุก ๆ ด้าน ซึ่งที่ผ่านมานักลงทุนไทยส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จ แต่ส่วนที่ล้มเหลวจะมาจากความไม่รู้ในเรื่องกฎระเบียบต่าง ๆ ซึ่งหากเป็นการลงทุน
รายย่อย หน่วยงานในระดับจังหวัดสามารถอนุมัติได้เลย และหากเป็นการลงทุนในเขตชนบท ก็จะได้รับ
การส่งเสริมเต็มที่

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมไทยที่พึ่งพาตลาดสหรัฐเป็นหลักก็ควรจะเข้าไปตั้งโรงงานในเวียดนาม
เพื่อใช้สิทธิสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ของเวียดนาม
ในการส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯ ซึ่งจะมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งสูงกว่าการผลิตจากประเทศไทย รวมทั้ง ยังมีต้นทุนค่าแรงเพียง 1 ใน 3 ของประเทศไทย

การบุกเบิกของซีพีในเวียดนามเริ่มมาจากการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ จากนั้นก็ขยายไปสู่อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และจะขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในขณะนี้มียอดขายประมาณ 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี

นายเหงียน บา เคือง รองอธิบดีกรมการลงทุนจากต่างประเทศ กระทรวงวางแผนและการลงทุน กล่าวว่า ในขณะนี้ รัฐบาลเวียดนามจะเปิดให้มีการลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น โดยมีแผนที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจ 460 แห่ง จากทั้งหมด 942 แห่ง ภายในปีหน้า เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้าไปถือหุ้นขยายการลงทุนในประเทศเวียดนาม โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนเป็นอันดับ 10 มีจำนวน 370 โครงการ มูลค่ารวม 6,654 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย

โดยอุตสาหกรรมที่ไทยไปลงทุนในเวียดนามมีทั้งสิ้น 371 โครงการ ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต 177 โครงการ อุตสาหกรรมการเกษตร 28 โครงการ อุตสาหกรรมก่อสร้าง 19 โครงการ ค้าปลีก 61 โครงการ ร้านอาหาร 10 โครงการ อสังหาริมทรัพย์ 2 โครงการ ธนาคาร 3 โครงการ อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม 32 โครงการ บันเทิง 3 โครงการ บริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม 1 โครงการ และอื่น ๆ 36 โครงการ

สำหรับอุตสาหกรรมที่ให้สิทธิพิเศษในการส่งเสริมการลงทุน ได้แก่ อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรม
ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีสารสนเทศ การผลิตเครื่องจักรกล แปรรูปสินค้าเกษตร นอกจากนี้ จะต้องเป็นอุตสาหกรรมที่รักษาสิ่งแวดล้อม และการลงทุนในการก่อสร้างสาธารณูปโภค การศึกษา การฝึกองรม ธุรกิจสุขภาพ ซึ่งหากเข้าไปลงทุนในภูมิภาค ที่มีรายได้ต่ำ หรือพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ก็จะได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ ประเทศที่เข้าไปลงทุนอันดับ 1 ได้แก่ เกาหลีใต้ 4,063 โครงการ ญี่ปุ่น 2,454 โครงการ สิงคโปร์ 1,340 โครงการ ไต้หวัน 2,353 โครงการ บริติสเวอร์จิ้นไอแลนด์ 548 โครงการ อ่องกง 860 โครงการ สหรัฐฯ 712 โครงการ มาเลเซีย 478 โครงการ จีน 1,062 โครงการ และไทย 371 โครงการ ประเทศ อื่น ๆ 3,084 โครงการ

โดยอุตสาหกรรมหลักที่เข้าไปลงทุนมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต 55% รองลงมาเป็นอสังหาริมทรัพย์ 19% อุตสาหกรรมก่อสร้าง 5% อุตสาหกรรมบริการ 5% อุตสาหกรรมพลังงาน 4% และสารสนเทศ 2% อื่น ๆ 11%




ทืี่มา : กรมเจรจาการค้าระหว่างประะเทศ


กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์