หน้าหลัก

Print this page Print this page  |   Send this page Send this page  |   export to PDF Export to PDF

ข่าวเด่นอาเซียน
พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ ได้ออกมาแถลงการณ์ต่อสาธารณชนเมียนมา

15 กุมภาพันธ์ 2021 (จำนวนคนอ่าน 163)

ด้วยความเคารพประชาชนในสภาพเมียนมา

Tatmadaw เป็นองค์กรที่มียึดมั่นในเจตคติที่ว่า "ประชาชนเป็นเหมือนดั่งผู้บังเกิดเกล้า” ในขณะที่ การปฏิบัติตามหน้าที่ในการนำการเมืองระดับชาติด้วยควมมุ่งมั่นและยึดมั่นในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2551 Tatmadaw สามารถดำเนินการในระบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคผ่านรูปแบบวัฒนธรรมทางการเมือง อาทิ การเจรจาหารือ กฎหมาย และข้อบังคับ

 

การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมเป็นพื้นฐานในการเสริมสร้างระบบประชาธิปไตย ดั่งข้อความส.ค.ส. ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 ได้กล่าวถึงประเทศ กระผมได้กล่าวว่า ในปี 2020 เป็นปีที่สำคัญสำหรับประเทศชาติ สิ่งสำคัญนั่นคือการเสริมสร้างระบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคในการจัดการเลือกตั้งทั่วไปภายในปีนี้ เพื่อให้ การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรม และเพื่อการจัดลำดับความสำคัญของผลประโยชน์แห่งชาติอย่าง ซื่อสัตย์ในทางการเมือง นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2561 ในช่วงครบรอบ 3 ปีของข้อตกลงหยุดยิงทั่ว ประเทศ กระผมได้กล่าวว่า ไม่มีอะไรสำคัญไปมากกว่าเรื่องชาติพันธุ์และผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งมีแต่เพียง การเมืองที่ซื่อสัตย์และยุติธรรมเท่านั้น

 

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2563 ในระหว่างการประชุมสันติภาพปางโหลงศตวรรษที่ 21 ครั้งที่ 4 กระผม ได้กล่าวด้วยแนวคิดว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายในการกำหนดรูปแบบระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานในการวางรากฐานประชาธิปไตย และไม่มีองค์กรใดหรือไม่มีใครอยู่เหนือผลประโยชน์ แห่งชาติในการสร้างประเทศ และการสร้างชาติ แนวคิดเหล่านี้ของ Tatmadaw มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริม ประชาธิปไตยแบบหลายพรรคที่ประชาชนคาดหวัง


ในระหว่างทางไปสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรค ประเทศเมียนมาได้มีจัดการเลือกตั้งแล้ว โดยมีการเลือกตั้งในปี 2553 ปี 2555 ปี 2558 และปี 2563 ถึงแม้จะมีข้อถกเถียงโดยทั่วไปในการออกเสียง ลงคะแนน ยกเว้นการเลือกตั้งในปี 2563 ในอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้งสหภาพ (Union Election Commission: UEC) จะสามารถแก้ไขข้อโต้แย้งอย่างเสรีและยุติธรรม ทำให้ทั้งสองฝ่ายพอใจเกี่ยวกับข้อโต้แย้ง นำไปสู่วิถีทางประชาธิปไตย แต่ในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2563 UEC ได้เซ็นเซอร์สุนทรพจน์ด้านนโยบายของ พรรคการเมืองก่อนที่จะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์MRTV และมีการประกาศให้มีการลงคะแนนล่วงหน้า ด้วยสาเหตุสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 รวมถึงขาดความเป็นธรรมในการการหาเสียง ลงคะแนนเลือกตั้ง สถานการณ์ก่อนการเลือกตั้งมีลักษณะที่ก่อให้เกิดข้อโต้แย้ง ในขณะเดียวกัน Tatmadaw ได้ตรวจสอบให้แน่ใจว่ารายชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งของบุคลากรใน Tatmadaw มีความถูกต้อง ทั้งเจ้าหน้าที่ ประจำการและปฏิบัติงานนอกพื้นที่ในทุกค่ายทหารและหน่วยทหารเป็นเวลามากกว่า 90 วัน ทั้งนี้ UEC ได้นับ คะแนนและประกาศผลการลงคะแนนของสมาชิก Tatmadaw และครอบครัวของพวกเขาที่หน่วยเลือกตั้ง นอกค่ายทหารและหน่วยทหาร โดย Tatmadaw ได้ปฏิบัติตามประกาศของ UEC และเราทุกคนลงคะแนนเสียง ที่หน่วยเลือกตั้งร่วมกับประชาชน

 

ความขัดแย้งเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งทั่วไป มีพรรคการเมือง 84 พรรค ซึ่งเข้าร่วมการเลือกตั้งทั่วไป ในปี 2563 ได้ส่งจดหมายร้องเรียนทั้งหมด 217 ฉบับ ทั้งนี้ UEC ล้มเหลวในการพิจารณาข้อร้องเรียนหลายครั้ง พรรคการเมืองขอความช่วยเหลือจาก Tatmadaw ซึ่งมีบทบาทนำทางการเมืองระดับชาติ หลังจากนั้น Tatmadaw ได้ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและพบว่ามีจำนวน 10,482,116 คน (มากกว่า 10.4 ล้านคน) เป็นคะแนนที่มีการทุจริตการเลือกตั้ง โดยคะแนนเสียงมีการทับซ้อนกันในเขตเมือง ภาคและรัฐต่างๆ รวมถึง บางส่วนมีรูปแบบความผิดปกติที่มีความเป็นไปได้ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุต่ำกว่า 18 ปีจำนวน 11,943 คน ผู้ไม่มีบัตรประชาชนจำนวน 4,648,270 คน (มากกว่า 4.6 ล้านคน) และผู้มีอายุมากกว่า 100 ปี จำนวน 18,356 คน รวมทั้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของ UEC ยังไม่สอดคล้องกัน โดยประกาศในวันที่ 25 กรกฎาคม 2563 มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 37,572,521 คน (มากกว่า 37.5 ล้านคน) ต่อมาในวันที่ 2 ตุลาคม 2563 มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 38,529,198 คน (มากกว่า 38.5 ล้านคน) หลังจากการเลือกตั้ง UEC ได้รายงาน ว่ามีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 39,277,214 คน (มากกว่า 39.2 ล้านคน) ตัวเลขต่างๆ จะต้องได้รับการพิจารณา ใหม่ ตามจำนวนประชากรจริงในการสำรวจสำมะโนประชากรในปี 2557 โดยจำนวนผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2063 อยู่ที่ประมาณ 36,963,659 คน (มากกว่า 36.9 ล้านคน) อย่างไรก็ตามจำนวน รายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ประกาศโดย UEC หลังจากนั้นการเลือกตั้งอยู่ประมาณ 39.2 ล้านคน ซึ่งมีจำนวน มากกว่าตัวเลขของกระทรวงแรงงาน ตรวจคนเข้าเมือง และประชากร 5.4 ล้านคน ในเดือนตุลาคม 2563 และ มากกว่า 2.3 ล้านคน ซึ่งมากกว่าตัวเลขที่ประเมินจากเทคโนโลยีการคำนวณประชากร สิ่งเหล่านี้เป็นสถานการณ์ ความเป็นจริงขอแนะนำให้พิจารณาจากตัวเลขตามความเป็นจริงแทนที่จะใช้อารมณ์ หากเรามีความปรารถนาใน ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

 

การสำรวจหลังการเลือกตั้งในปี 2558 พบว่ามีผู้มาใช้สิทธิในการเลือกตั้งทั่วไปประมาณร้อยละ 69.63 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2560 จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งลดลงเหลือร้อยละ 50 สำหรับการเลือกตั้งคณะกรรมการพัฒนาเมืองย่างกุ้ง (YCDC) ในปี 2561 มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียงร้อยละ 14 ทั้งนี้ การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2563 ได้มีรายงานว่า มีผู้มาใช้สิทธิในการเลือกตั้งทั่วไปประมาณร้อยละ 71.06 ของ จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งไม่สัมพันธ์กับการเลือกตั้งทั่วไปในอดีต นอกจากนี้ การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 จัดขึ้น ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19

 

กระผมพบว่าประชาชนมองการบริหารและการจัดการของเจ้าหน้าที่อย่างไร โดยประชาชนมีแคมเปญ No Vote ต่อต้านการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2563 ไม่ว่าผมจะไปที่ใดก็ตามผมจะเรียกร้องให้ผู้มีสิทธิออกเสียง เลือกตั้งออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้งทั่วไป เนื่องจากผมเชื่อว่าการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมเป็นส่วนสำคัญที่ ขาดไม่ได้ของระบบประชาธิปไตยหลายพรรค

 

เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในการเลือกตั้งกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ผลลัพธ์การ เลือกตั้งที่ไม่ถูกต้อง ประกอบกับข้อมูลสถิติที่ออกมา ซึ่งส่อไปในทางทุจริตและอาจนำมาซึ่งอุปสรรคในการ เสริมสร้างระบบประชาธิปไตยที่ประชาชนปรารถนา

 

กลุ่ม Tatmadaw ตามรัฐธรรมนูญ 2551 ได้เรียกร้องให้ UEC สภานิติบัญญัติ และประธานาธิบดี ยุติปัญหาทุจริตการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามพวกเขาล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบทั้งหมดจนกระทั่งถึง นาทีสุดท้าย ทั้งนี้ Tatmadaw ยึดถือกระบวนการเจรจาหารือตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังรายงานสถานการณ์ ต่อประชาชนและทั่วโลกผ่านการแถลงข่าวของ Tatmadaw แต่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกลับล้มเหลวในการปฏิบัติ หน้าที่ความรับผิดชอบ ดังนั้น Tatmadaw จึงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและต้องรับผิดชอบต่อประเทศชาติ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2551

 

หลังจากการจัดตั้งสภาบริหารแห่งรัฐ (State Administration Council) ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เราได้ประกาศ Road Map ทั้ง 5 หลักการ โดยกระผมขอรายงานทั้ง 5 หลักการ และการดำเนินการของเราต่อ ประชาชนและกลุ่มชาติพันธุ์

ประการที่ 1 การดำเนินการมาตรการที่มีความจำเป็นอันประกอบด้วย การปฏิรูปคณะกรรมการการ เลือกตั้งสหภาพ (UEC) และตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยให้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการ UEC ใหม่ เพื่อดำเนินการตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและเปิดเผยผลการตรวจสอบโดยเร็วที่สุด เท่าที่เป็นไปได้สิ่งที่น่ากลัวคือ UEC ได้ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งที่ 3 หากเราพบเราสามารถยืนยันได้ ว่ารายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งที่ 3 ซึ่งมีการทับซ้ำรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ 2 เมื่อเราได้ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ เลือกตั้งครั้งที่ 3 ที่แท้จริงแล้วเสร็จ

 

ประการที่ 2 การดำเนินมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ต่อไป โดยเพิ่มความ รวดเร็วและวิธีการที่มีประสิทธิภาพ เรากำลังปฏิบัติงานอย่างจริงจัง โดยการฉีดวัคซีนครั้งที่ 2 ได้สำเร็จสิ้น เรียบร้อย ไม่ว่าเราจะเผชิญกับความท้าทายใด เราจะจัดการปัญหาร่วมกับประชาชน เรายังคงจัดการกองทุน COVID-19 ที่ประชาชนบริจาคอย่างเป็นระบบ กระผมได้เชิญชวนผู้บริจาคให้ร่วมบริจากมากขึ้น โดยจะใช้จ่าย กองทุนในการต่อสู้กับโรคนี้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เราจะเร่งความพยายามในการป้องกันและรักษาโรคประเทศเมียนมาจะได้รับวัคซีนต่อไป เพื่อฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทุกคน ฉันต้องการขอความร่วมมือและการมีส่วนร่วมในการผลักดันนี้ต่อไป

ประการที่ 3 การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่เสียหายจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ด้วยความเร่งด่วนที่สุด ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากผมดำรงตำแหน่งประธานสภาบริหารแห่งรัฐ ผมพร้อมกับสมาชิกสภาได้พบกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหภาพเมียนมา หรือ UMFCCI และประธานธนาคารภาคเอกชน ได้หารือเกี่ยวกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศเมียนมา โดยเชิญชวนให้ นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุน เรายินดีต้อนรับความร่วมมือจากประเทศพันธมิตรและ ประเทศที่สนใจ โดยปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าการลงทุนที่มีอยู่ภายใต้กฎหมาย รวมถึงดำเนินการให้ใบอนุญาต แก่ธุรกิจที่ได้รับการอนุมัติจากนโยบายของรัฐบาลชุดก่อนโดยเร็วที่สุด เนื่องจากประเทศของเราต้องพึ่งพาภาค เกษตรกรรมและการทำปศุสัตว์ เพื่อจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาภาคธุรกิจดังกล่าวให้สามารถกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ผ่านการส่งออกโดยเร็วที่สุด

 

ประการที่ 4 การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพทั่วประเทศอย่างยั่งยืน ตามข้อตกลงหยุดยิงทั่ว ประเทศ (NCA) ด้วยความปรารถนายิ่งของเราคือ การบรรลุสันติภาพถาวรและยั่งยืนทั่วประเทศ โดยจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องไม่ให้เกิดความล้มเหลว ทั้งนี้ คณะกรรมการเจรจาสันติภาพ Tatmadaw ได้รับการต่ออายุในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เราจะต้องปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบในการบรรลุสันติภาพอย่างยั่งยืน ในหลายๆ ด้านเท่าที่จะทำได้ในขณะเข้ามาบริหารประเทศ โดยเราขอความร่วมมือกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ และทุกเชื้อชาติในการมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้นจริง

ประการที่ 5 อำนาจรัฐจะถูกส่งมอบให้กับพรรคที่ชนะตามบรรทัดฐานของประชาธิปไตย หลังจาก บทบัญญัติสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยดำเนินการจัดการเลือกตั้งทั่วไปที่เสรีและยุติธรรมตามระบอบประชาธิปไตย หลายพรรค ทั้งนี้ สภาบริหารแห่งรัฐก่อตั้งขึ้นโดยมีสมาชิกจำนวน 16 ราย ได้แก่ นายทหารระดับสูงจำนวน 8 ราย ประกอบด้วยตัวกระผม 8 กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้นำพรรคการเมือง นอกจากนี้ ได้มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มี ความสามารถในแต่ละภาคส่วน และสภาบริหารประจำภาค/รัฐ และเขตเมืองได้รับการจัดตั้งขึ้นร่วมกับเจ้าหน้าที่ ฝ่ายปกครองอาวุโสในท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลเมียนมาก่อนหน้านี้ในปี 2505 และ 2531 เรากำลัง รับผิดชอบต่อประเทศด้วยเหตุผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติสถานการณ์ภาวะฉุกเฉิน ซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เราจะสร้างระบบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง ผมขอเน้นย้ำการได้มาซึ่ง รัฐบาลที่ใสสะอาดตามระบบประชาธิปไตยหลายพรรค

 

ทั้งนี้ รัฐบาลจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศ นโยบายการเมือง และนโยบายเศรษฐกิจของ ประเทศในช่วงที่เราอยู่ในความรับผิดชอบของประเทศเพียงชั่วคราว โดยเราจะยังคงดำเนินตามนโยบายที่ผ่านมา นโยบายต่างประเทศยังคงสอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ โดยเราจะสร้างความสัมพันธ์ฉันมิตรกับ ประเทศต่างๆ ต่อไป และขอเชิญชวนต่างประเทศเข้ามาการลงทุนในเมียนมา พร้อมกับขอให้นักธุรกิจอย่าใช้ โอกาสในการกระทำผิดกฎหมาย เนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศจะดำเนินการภายใต้กฎหมายที่มีอยู่เท่านั้น

 

รัฐธรรมนูญในปี 2551 เกิดขึ้นจากการประชุม ซึ่งประกอบผู้แทนร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า 700 คน จาก 8 กลุ่มในสังคมเป็นเวลาหลายปีเพื่อสร้างระบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรค โดยเราจะปกป้องรัฐธรรมนูญ และยังคงระบบประชาธิปไตยหลายพรรคอย่างไม่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ผมยินดีที่จะประกาศให้มีการเปิด เจดีย์ชเวดากองและศาสนสถานทั่วประเทศอีกครั้ง เพื่อความสะดวกของสาธารณชน อย่างไรก็ตามประชาชนทุก คนควรรักษาวินัยให้สอดคล้องกับกฎและข้อบังคับของภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 สำหรับด้านการศึกษา สถานศึกษาจะกลับเปิดโรงเรียนในเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ภายใต้กฎและข้อบังคับ ของสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 โดยนักเรียนจะสามารถกลับไปเรียนหนังสือได้ตามปกติ เราสัญญาจะพยายามอย่างเต็มในการพัฒนาขนส่งสาธารณะและการเชื่อมโยงการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ หากการกระทำดังกล่าวไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม รวมทั้งจะสร้างโอกาสในการจ้างงานภายในประเทศ โดยเปิดโรงงานและสถานที่ทำงานอีกครั้งภายใต้ข้อกำหนดและข้อตกลงสถานการณ์ COVID-19 นอกจากนี้ เราจะจัดเที่ยวบินรับประชาชนเมียนมาที่อยากกลับมาจากต่างประเทศในช่วงสถานการณ์ COVID-19 และเราจะยังคงมีนโยบายรับพลเมืองผู้พลัดถิ่นในประเทศบังกลาเทศตามข้อตกลงทวิภาคี โดยค่าย IDP จะดำเนินการตั้งถิ่นฐานใหม่ให้กับพลเมืองผู้พลัดถิ่นในทันที

 

สรุปได้ว่าด้วยความร่วมมือกับประชาชน Tatmadaw มีหน้าที่ในการนำการเมืองระดับชาติในช่วง 10 ปี สร้างระบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรค ปัจจุบัน เรากำลังสร้างระบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคที่สมบูรณ์ อย่างแท้จริง ทั้งนี้ สภาบริหารแห่งรัฐจะดำเนินการทางการเมืองเมียนมา โดยใช้การประสานงาน เน้นการมีส่วนร่วม และกลยุทธ์การแก้ปัญหาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเมียนมา ผมต้องการขอให้ประชาชนในประเทศ ทุกเชื้อชาติให้ความสำคัญกับตัวเลขในความเป็นจริงมากกว่าอารมณ์ พร้อมกับขอให้ร่วมด้วยช่วยกัน

 

ขอขอบคุณทุกท่าน

 

#aseanthai #aseannews #โควิด-19 #เมียนมา #สถานการณ์ฉุกเฉินในเมียนมา #ข่าวสารอาเซียน

ที่มา: สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์