หน้าหลัก

Print this page Print this page  |   Send this page Send this page  |   export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
UMFCCI ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจเมียนมา ภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่ยังมีความไม่แน่นอน

10 กุมภาพันธ์ 2021 (จำนวนคนอ่าน 627)

Mr. Maung Maung Lay รองประธานสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหภาพเมียนมา หรือ UMFCCI (the Union of Myanmar Federation of Chamber of Commerce and Industry) ได้กล่าวว่า ภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในปัจจุบันที่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจเมียนมา อย่างไรก็ตามนักลงทุนจะต้องติดตามสถานการณ์ว่าจะคลี่คลายไปในทิศทางไหนในอีกไม่กี่วัน โดยในสถานการณ์ปัจจุบันไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้อย่างแน่ชัด อย่างไรก็ตามการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ อาจเกิดขึ้นได้หากสถานการณ์ปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป ปัจจุบันชื่อเสียงของประเทศเมียนมาอยู่ในด้านลบ ประกอบกับสถานการณ์การประท้วงเกิดขึ้นในต่างประเทศ ทั้งนี้ นักธุรกิจต้องรอดูสถานการณ์ที่จะเกิดอะไรขึ้น ในอนาคตต่อไป

 

การลงทุนจากต่างชาติจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศมีเสถียรภาพ โดยนักลงทุนจะกลับมาสนใจมาลงทุนในเมียนมาก็ต่อเมื่อมีความเชื่อมั่นในการลงทุนและสร้างผลกำไรในเมียนมา หากสถานการณ์ทางการเมืองยังขาดเสถียรภาพก็ยากที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเข้ามายังในประเทศ เมียนมา โดย Mr. Maung Maung Lay ได้เตือนว่า ประเทศเมียนมาต้องเร่งดำเนินการในการสร้างความเชื่อมั่นว่า ข้อตกลงและสัญญาการค้าการลงทุนที่มีอยู่จะไม่ถูกเพิกถอนจากสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเมียนมาไม่สามารถคาดหวังการลงทุนใหม่ได้ อย่างไรก็ตามนักลงทุนที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจตัดสินใจถอน การลงทุนออกจากประเทศเมียนมา

 

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ศูนย์วิจัย Fitch Solutions ได้รายงานว่า ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติมี ความกังวลเพิ่มมากขึ้น ภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งส่งผลกระทบทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ประการแรกคือ การย้อนรอยประวัติสาตร์การพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะมีผล อย่างมากต่อการกำหนดนโยบาย และเสถียรภาพทางสังคม รวมถึงการรับรู้ของนานาชาติทั้งนี้ จากมุมมองของ การเมืองในประเทศ ในปัจจุบันสถานการณ์มีความไม่แน่นอนเป็นอย่างมาก โดยคาดการณ์ว่าจะมีการ ปราบปรามโดยกองทัพมากขึ้น ทำให้เกิดความไม่สงบและความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้น ในส่วนมุมมอง นานาชาติ ภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอาจส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงจากประชาคม ระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้มีการคว่ำบาตรต่อประเทศเมียนมา

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา Mr. Joe Biden ได้ขู่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรเมียนมาอีกครั้ง เพื่อตอบโต้การรัฐประหารและการควบคุมตัวผู้นำพลเรือนของเมียนมา โดย Joe Biden ได้กล่าวว่า ความบกพร่องในการพัฒนาการเป็นประชาธิปไตยของเมียนมา จึงจำเป็นต้องมีการทบทวนมาตรการการคว่ำบาตร ทางกฎหมายและผู้มีอำนวจของเมียนมาอย่างเหมาะสมโดยทันทีทั้งนี้ สหรัฐยืนยันสนับสนุนสถาบันประชาธิปไตย ของเมียนมา และเรียกร้องให้กองทัพยึดมั่นในบรรทัดฐานประชาธิปไตยตามหลักนิติธรรม และขอให้รัฐบาล ปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัว ซึ่งรวมถึงนางอองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ

 

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัย Fitch Solutions ได้กล่าวว่า เนื่องจากการส่งออกของเมียนมาในภูมิภาคเอเชีย คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 60 ของการส่งออกทั้งหมดของเมียนมา ทั้งนี้ การส่งออกของเมียนมาไปยัง ประเทศจีนและไทยรวมกันมีสัดส่วนเป็นครึ่งหนึ่งของการส่งออกทั้งหมดในภูมิภาคเอเชีย โดยอุปสงค์จากภูมิภาค ดังกล่าวยังคงช่วยลดผลกระทบในเชิงด้านลบหากมีมาตรการการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ในปัจจุบันศูนย์วิจัย ได้ปรับลดการประมาณการณ์การเติบโตของ GDP ในปีงบประมาณ 2020-21 เหลือร้อยละ 2 จากการประมาณการณ์ ที่ร้อยละ 5.6 - 6 ก่อนหน้านี้ โดยแนวโน้มการเติบโตของเมียนมาขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งอาจล่าช้าหรือยกเลิกทั้งหมดหากมีการใช้มาตรการคว่ำบาตรขึ้น

 

#aseanthai #aseannews #ข่าวสารอาเซียน #โควิด-19 #สถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา

#เมียนมา #เศรษฐกิจเมียนมา #การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของเมียนมา

ที่มา: สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง  กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์