หน้าหลัก

Print this page Print this page  |   Send this page Send this page  |   export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
มอง 'อาเซียน' ปี 2558 ขึ้นแท่น 'ภูมิภาคเนื้อหอม'

7 มกราคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 2702)


หลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยและอีก 9 ประเทศสมาชิกให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็น "ประชาคมอาเซียน" อย่างสมบูรณ์ในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านประชาคมการเมืองและความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจ และประชาคมสังคมและวัฒนธรรม

หากมองย้อนกลับไปถึงพัฒนาการที่ผ่านมาและแนวโน้มความเป็นไปได้ในอนาคตของประเทศสมาชิกอาเซียนที่น่าจับตามองในปี 2558 นี้

"มาเลเซีย" ประธานอาเซียน

ที่ผ่านมา GDP ของมาเลเซียไตรมาส 2ปี 2557 ขยายตัว 6.4% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงสุดในรอบ 6 ไตรมาส หลังจากที่ขยายตัว 6.2% ในไตรมาสแรกเนื่องจากยอดส่งออกและอุปสงค์ภายในประเทศและเป็นไปตามเป้าหมายหลักของรัฐบาลนายนาจิบ ราซัค ที่ชูนโยบาย "1 Malaysia" เพื่อเร่งปฏิรูปประเทศให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2563
โดยเน้นการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่ไปกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างมาเลเซียให้เป็น "ประเทศที่มีความยืดหยุ่นคงทนและมีความสามารถในการแข่งขัน"

ทั้งนี้ ธนาคารกลางมาเลเซียมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี เมื่อเดือน ก.ค. ซึ่งทำให้มาเลเซียเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากการลงทุน การบริโภคในภาคเอกชน และยอดสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่อง


"กัมพูชา" ภาคบริการ-ท่องเที่ยว

เนื่องจากภาคอุตฯ และภาคบริการมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วทำให้เศรษฐกิจในกัมพูชาในปี 2556 เติบโตอยู่ที่ 7.2% โดยภาคบริการมีการขยายตัวมากที่สุดอยู่ที่ 8.3% ในส่วนของธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 36.5% อยู่ที่ 250.5 ล้านดอลลาร์

ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า กัมพูชายังคงขยายตัวสูง 7.3% ในไตรมาสสองของปี 2557 จากการเติบโตที่แข็งแกร่งของการส่งออกเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และการก่อสร้าง โดยโครงการก่อสร้างมีมูลค่ารวม 2.1 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 72%

ทั้งนี้ กัมพูชาตั้งเป้ารับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 4.6 ล้านคน ในปี 2557 เพิ่มขึ้น 10% จาก 4.2 ล้านคน ในปี 2556 และคาดว่านักท่องเที่ยวชาวจีนจะเยือนกัมพูชาราว 800,000 คน ในปี 2558 และเกือบ 2 ล้าคน ในปี 2563

"เมียนมา" แหล่งก๊าซธรรมชาติ

คงยากที่จะปฏิเสธว่าเมียนมามีความได้เปรียบในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติสูง แถมยังคงความได้เปรียบทางภูมิประเทศและเพื่อนบ้าน โดยมีพรมแดนเชื่อมโยงกับจีนและอินเดีย

เว็บไซต์ออยล์ แอนด์ ก๊าซ เอนเตอร์ไพรซ์ รัฐวิสาหกิจด้านน้ำมันของเมียนมา อ้างอิงข้อมูลเมื่อปี 2549 ว่า มีน้ำมันสำรองอยู่ 226 ล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติที่ 4.57 แสนล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้เป็นที่หมายตาของบริษัทพลังงานทั่วโลกในการเข้ามาลงทุน



รัฐบาลเมียนมา มีการร่างกฎหมายพลังงาน สำหรับใช้ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากทั้งแหล่งบนบกและในทะเลเพื่อในการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น โดยมุ่งตอบสนองความต้องการการใช้ไฟฟ้าแก่ประชาชนให้ครอบคลุมทั้งประเทศภายในระยะเวลา 2 ปี (2557-2558) โดยเมียนมาหวังครองตำแหน่งผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติอันดับ 1 ของเอเชีย และอันดับ 10 ของโลก

โดยตลอดปี 2557 เมียนมาได้ทำหน้าที่ "ประธานอาเซียน" ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังประสบผลสำเร็จในการปรับปรุงประเทศให้ดึงดูดการลงทุน ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งสำหรับประเทศที่โดดเดี่ยวมานานและไม่มีการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติเลย

"เวียดนาม" โตก้าวกระโดด

สิ่งที่น่าจับตามองของเวียดนามคือการเติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็วในแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ความต้องการภายในประเทศ รายได้ที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเรื่องสิทธิและเสรีภาพต่าง ๆ ทั้งเรื่องการเมืองที่ค่อนข้างนิ่งและมีเสถียรภาพ ประชากรจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่ รวมถึงแนวชายฝั่งทะเลที่ยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร

เวียดนามปฏิรูปทั้งภาคเศรษฐกิจและการเงิน โดยมีการปรับตัวเองจากระบบเศรษฐกิจที่มีการควบคุมจากส่วนกลางมาเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใช้กลไกตลาดการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมให้มีการเติบโตสูง และมีศักยภาพการส่งออกอาหารทะเลและข้าว

สินค้าส่งออกที่สำคัญของเวียดนามได้แก่ น้ำมันดิบ ยางพารา เสื้อผ้าและสิ่งทอ อาหารทะเล ข้าว กาแฟ และรองเท้า ซึ่งที่ผ่านมาเวียดนามขึ้นแท่นส่งออกสินค้าไปสหรัฐมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การค้าทวิภาคีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 57,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2563

"อินโดฯ" ลดหนุนเชื้อเพลิง

ชาติมุสลิมที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดของโลก ทั้งยังเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีผู้บริโภคมากที่สุดในอาเซียน รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก

ภายหลังชัยชนะการเลือกตั้งของ นายโจโก วิโดโด "โจโกวี่" แม้เศรษฐกิจอินโดนีเซียเติบโตเพียง 5% ในไตรมาส 3 ปี 2557 แม้เป็นอัตราเติบโตที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 และไม่เคยเติบโตถึงระดับ 7% แต่ผู้นำเชื่อมั่นและตั้งเป้าเศรษฐกิจว่าจะโตเกินกว่า 7% แน่นอน ซึ่งอนาคตอินโดนีเซียจะมีบทบาทในระดับโลก ไม่เพียงแต่ในเออีซีเท่านั้น

โจโกวี่ยังมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันและลดเงินอุดหนุนเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นภาระงบประมาณและสร้างปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมานาน

ท้ายที่สุด หากการพัฒนาของทุกประเทศสมาชิกไต่ระดับสู่ความแข็งแกร่งเพียงพอจะช่วยให้อาเซียนสามารถสร้างบทบาทในการต่อรองกับเวทีการค้าโลกได้ ซึ่งความเป็นหนึ่งเดียวกันที่เป็นปึกแผ่น จะเป็นกุญแจที่ไขสู่ความความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคนี้ได้อย่างยั่งยืน


credit : prachachat





กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์