หน้าหลัก

Print this page Print this page  |   Send this page Send this page  |   export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
อาเซียนกับพลังงานไฟฟ้า

8 มกราคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 6415)

อาเซียนกับพลังงานไฟฟ้า

โดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

ไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยและเป็นปัจจัยในการดำเนินชีวิตอย่างสะดวกสะบาย ประเทศไทยอาศัยนโยบายเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าในอาเซียนเพื่อให้ได้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ในอาเซียนให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย ทำให้เกิดความร่วมมือในการผลิตไฟฟ้าในกลุ่มอาเซียน

โดยมีแนวทางเพื่อส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดการค้าขายไฟฟ้าในกลุ่มอาเซียน ทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ เช่น เสริมสร้างความมั่นคงเชื่อถือได้ ความปลอดภัย และคุณภาพของระบบไฟฟ้าไทยสามารถพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการค้าพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาค


เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์สามารถใช้ทรัพยากรพลังงานในประเทศและภูมิภาคให้เกิดประโยชน์สูงสุดช่วยทำให้ลดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมพลังงานทำให้ราคา ค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มลดลง จากต้นทุนที่ต่ำลงทั้งหมดนี้ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเกิดการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และพัฒนาบุคลากรประเทศไทย

ปัจจุบันได้ทำสัญญาซื้อไฟฟ้าจากลาว 7,000 เมกะวัตต์ จากเมียนมา 1,500 เมกะวัตต์ และจากจีน 3,000 เมกะวัตต์ โดยไทยมีความตกลงกับประเทศต่างๆ อยู่สองกรอบความร่วมมือ ได้แก่

1.Regional Power Trade Coordination Committee (RPTCC) เป็นกรอบความร่วมมือประกอบด้วย 6 ประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ได้แก่ ไทย จีนตอนใต้ เมียนมา ลาว เวียดนาม และ กัมพูชา วัตถุประสงค์เพื่อประสานการซื้อขายไฟฟ้าในอนุภูมิภาค ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำ Grid Code

2. Head of ASEAN Power Utilities/Authorities (HAPUA) เป็นกรอบความร่วมมือประกอบด้วย 10 ประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ได้แก่ ไทย เมียนมา ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน และฟิลิปปินส์


วัตถุประสงค์เชื่อมโยงระบบไฟฟ้าในภูมิภาคเพื่อใช้ทรัพยากรต่างๆ ร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ปัญหาที่ไทยอาจมีได้ในอนาคต ได้แก่ ความต้องการในพลังงานไฟฟ้าที่จะมีมากขึ้นจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดความต้องการพลังงานสำหรับครัวเรือนและอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น

รูปข้างบนแสดงให้เห็นถึงความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในปี 2573 (2030) อาจมีมากขึ้นถึงกว่า 50,000 เมกะวัตต์ ในขณะที่กำลังผลิตสูงสุดขณะนั้น (คำนวณกรณีหากไม่มีโรงไฟฟ้าใหม่) กลับลดน้อยลงเหลือเพียง 17,000 เมกะวัตต์ และในขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้านที่เคยให้ไทยได้ซื้อไฟฟ้านั้นก็กลับมีความต้องการไฟฟ้ามากขึ้น

ADB ทำนายความต้องการพลังงานของประเทศต่างๆในอาเซียนในปี 2035 ที่ทำให้เห็นว่าทุกประเทศ ยกเว้น บรูไน ล้วนต้องกลายเป็นผู้นำเข้าพลังงานทั้งสิ้น เมื่อทุกประเทศล้วนเป็นผู้นำเข้าสุทธิ ความหวังที่จะซื้อพลังงานไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านย่อมเป็นปัญหา

รูปข้างล่างแสดงให้เห็นว่าใน ปี 2035 นั้นมีแต่ประเทศบรูไนเท่านั้นที่มีพลังงานพอใช้ในประเทศ ประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานมาก ถึงร้อยละ 80 ของความต้องการในเวลานั้น ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยก็ใช้หมดไป

แล้วขณะเดียวกันอินโดนีเซียยังต้องนำพลังงานร้อยละ 25 ของความต้องการ ใกล้เคียงกับลาว ส่วนกัมพูชาต้องนำเข้าพลังงานร้อยละ 50 มาเลเซียร้อยละ 55 ส่วนเมียนมาเองเมื่อมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจก้าวหน้าไปมากก็จะยังต้องนำเข้าพลังงานมากถึงร้อยละ 72 ฯลฯ

ประเทศไทยปัจจุบันมีกำลังผลิตไฟฟ้าฟ้าสูงสุดที่ 26,500 เมกะวัตต์ โดยใช้ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในการผลิตมากถึง ร้อยละ 91.4 ใช้พลังงานจากน้ำร้อยละ 5.7 และใช้ชีวมวลสำหรับการผลิตในส่วนที่เหลือ

ในอนาคตไทยยังต้องอาศัยการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และถ่านหิน ในการผลิตไฟฟ้า แต่ทั้งหมดนี้นับวันจะมีราคาแพงขึ้น และปริมาณที่คงมีอยู่ในโลกนับวันจะมีน้อยลง แนวทางหนึ่งที่ไทยควรพิจารณาได้แก่ การหันมาใช้พลังงานทางเลือก โดยเฉพาะพลังงานจากชีวมวล จากขยะ ก๊าซชีวภาพ เป็นปัจจัยสร้างพลังงานที่ควรพิจารณาส่งเสริมให้มีการใช้มากขึ้น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังน้ำ จากคลื่นในทะเล


นอกจากนี้ เมื่อพลังงานนิวเคลียร์มีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ปลอดภัยขึ้น ก็อาจต้องนำมาพิจารณา มาตรการประหยัดพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในครัวเรือน และในอุตสาหกรรมก็เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่ง

ในภาคอุตสาหกรรมการมองหา เทคโนโลยีลดการใช้พลังงาน จึงเป็นแนวทางที่ต้องศึกษาและนำมาใช้อย่างจริงจัง การดำเนินงานทำนองนี้จะช่วยทำให้ประเทศไทยลดปริมาณก๊าซ์เรือนกระจกที่ไทยปล่อยออกไปด้วย ทำให้นานาประเทศมองไทยเป็นประเทศหนึ่งในโลกที่สนใจต่อสภาวะแวดล้อมของโลก



www.aseanthai.net

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์