หน้าหลัก

Print this page Print this page  |   Send this page Send this page  |   export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
อัญมณี และเครื่องประดับไทยสู่อาเซียน

12 มกราคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 10137)

อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยได้อย่างมหาศาลในแต่ละปี ด้วยการเป็นศูนย์กลางการค้าและเจียระไนพลอยและเครื่องประดับด้วยมือแห่งสำคัญของโลก มีความได้เปรียบและความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบที่หลากหลาย คุณภาพดี และราคาถูกจากต่างประเทศ รวมถึงมีแรงงานที่มีฝีมือและทักษะในการเจียระไนที่สูง ทำให้สินค้าไทยมีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับจากประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภายนอกที่สนับสนุนการดำเนินงานของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบการ และยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มวัตถุดิบจำพวกอัญมณี การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก และการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากความตกลงการค้าเสรีต่าง ๆ ที่ช่วยลดต้นทุนจากการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับทั้งหมดของไทยในปี 2555 อยู่ที่ 6,509.41 ล้าน
เหรียญสหรัฐ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีในช่วงระหว่างปี 2544 - 2555 อยู่ที่ร้อยละ 12.34 อันถือเป็น
อัตราการเติบโตของมูลค่าการส่งออกที่สูงและใกล้เคียงกับการเติบโตของตลาดโลกตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง เบลเยี่ยม สวิตเซอร์แลนด์ และเยอรมนี

โดยไทยส่งออกไปสหรัฐอเมริกามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 21.5 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ แต่มีอัตราการเติบโตค่อนข้างต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดเติบโตอย่างต่อเนื่องจนถึงระดับอิ่มตัว

ขณะที่ตลาดฮ่องกง เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงอินเดีย กลับมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น ขณะที่
เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนพบว่า ในปี 2555 มีมูลค่าการส่งออกรวมทั้งสิ้น 302.3 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยส่งออกไปยังสิงคโปร์ กัมพูชา และอินโดนีเซียมากที่สุด และยังมีการเติบโตในระดับสูง สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังตลาดอาเซียนในภาพรวม (Product Champion) ได้แก่ พลอย และเครื่องประดับเงิน (Silver Jewelry)

ขณะที่เพชรเจียระไนและเครื่องประดับทอง (Gold Jewelry) ค่อนข้างมีข้อจำกัด เนื่องจากในบางประเทศไม่มีโรงงานผลิต หรือในประเทศอื่น ๆ มีการแข่งขันสูง

ดังนั้น อาเซียนยังถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง แม้ว่าจะมีโอกาสการเข้าไปลงทุนจัดตั้งธุรกิจในทุกประเทศ แต่ต้องอาศัยการร่วมทุน รวมถึงผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจที่ชัดเจนและแตกต่าง (Multiple Strategies)ในท่ามกลางลักษณะตลาดที่มีความหลากหลายสูง และเผชิญกับประเด็นความท้าทายต่าง ๆ

โดยประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาในการรุกตลาดอาเซียน มีดังนี้

1) สินค้าที่ไทยมีศักยภาพสูงในการแข่งขัน ได้แก่ เครื่องประดับเงิน โดยมีอินโดนีเซียเป็นคู่แข่งรายสำคัญ แต่มูลค่าตลาดของเครื่องประดับเงินยังน้อยกว่าเครื่องประดับทองค่อนข้างมาก เนื่องจากคนอาเซียน ชอบทองมากกว่าเงิน ไทยจึงอาจพิจารณารุกตลาดเครื่องประดับทองมากขึ้น โดยเฉพาะ
ในตลาดที่มีความนิยมสูงและแนวโน้มเติบโตโดดเด่น เช่น บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม และเมียนมา

2) ไทยควรพิจารณายกระดับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ผลิตและส่งออก มาเป็นผู้ค้าทั้งพลอย
เครื่องประดับเงิน และเครื่องประดับทอง (โดยเฉพาะทองคำ 18 - 22k)

3) ไทยควรผลักดันการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้มากขึ้น ทั้งในด้านการยกเว้นภาษีวัตถุดิบ และการส่งสินค้าเข้าไปขายในตลาด โดยการลด/ยกเลิกภาษีอากร จะทำให้สามารถเพิ่มโอกาสในการส่งออกไปยังอาเซียนได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดที่มีการเรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้า เช่น บรูไน และกลุ่มประเทศ CLMV

ขณะที่การนำเข้าเครื่องประดับจากต่างประเทศเข้ามาทำให้ไทยสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลาง การค้าเครื่องประดับในภูมิภาคและสามารถส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศได้ในลักษณะเดียวกับที่สิงคโปร์และฮ่องกงได้ดำเนินการมาแล้ว รวมถึงใช้เป็นกลไกประชาสัมพันธ์สินค้าให้เป็นที่รู้จัก และส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศให้เข้ามาซื้อสินค้าในไทย

4) รักษาตลาดเดิมเรียนรู้ตลาดและปรับเทคนิคการตลาด เพื่อเพิ่มโอกาสการส่งออกในอาเซียน เช่น การออกแบบ การพัฒนาช่องทางการจำหน่าย การพัฒนาตราสินค้า การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การทำความเข้าใจกับกฎถิ่นกำเนิดสินค้าในแต่ละ FTA ซึ่งมีความแตกต่างกัน การทำตลาดร่วมกับการท่องเที่ยวและการค้าชายแดน

5) สนับสนุนการยกระดับมาตรฐานสินค้า และพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งปรับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกัน เช่น มาตรฐานทองคำ 18 - 24k และการรับรองมาตรฐานอัญมณีและเครื่องประดับ
ซึ่งหลายประเทศยังไม่มีการรับรองมาตรฐาน ไทยอาจพิจารณาจัดตั้งสถาบันวิจัยหน่วยงานวิเคราะห์และตรวจสอบอัญมณี และการออกใบรับรองคุณภาพสินค้าเพื่อการส่งออก อันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้

6) กำหนดให้สินค้าเครื่องประดับเงินและอัญมณีเจียระไน เป็นสินค้ากลุ่มหลักในการรุกตลาดคนรุ่นใหม่ที่เป็นวัยหนุ่มสาวและวัยทำงาน

7) รักษาและส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและการสร้างคุณค่าในระดับธุรกิจและอุตสาหกรรม

8) ส่งเสริมให้ภาครัฐและเอกชนไทยพัฒนาความร่วมมือ เพื่อเน้นการรุกตลาดอาเซียนมากขึ้น โดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด และการฝึกอบรมผู้ประกอบการ ผู้ผลิต นักการตลาด และนักออกแบบไทยให้เข้าใจวัฒนธรรมการบริโภคและการทำธุรกิจอย่างถ่องแท้

9) พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างภาคเอกชนไทยและเอกชนของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางธุรกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศคู่ค้า

10) ส่งเสริมแรงงานให้มีการพัฒนาฝีมือเพื่อที่จะสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ควบคู่กับการดำเนินมาตรการส่งเสริมและจูงใจให้แรงงานไม่ย้ายไปทำงานนอกประเทศ

11) จัดหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการผลิตให้ได้มาตรฐานสากลและเพิ่มความหลากหลายและมูลค่าสินค้า

หากไทยสามารถดำเนินการตามประเด็นข้างต้นได้ทั้งหมดนี้ เชื่อได้ว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทาง
เศรษฐกิจในตลาดอัญมณีและเครื่องประดับอาเซียนได้อย่างยั่งยืน




สดุดีวงศ์ เกียรติขจร
นักวิจัยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
กรุงเทพธุรกิจ



กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์