หน้าหลัก

Print this page Print this page  |   Send this page Send this page  |   export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
อาเซียน-จีน เสาสำคัญแห่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค

12 มกราคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 13238)


ความสัมพันธ์อาเซียน-จีน เปิดฉากขึ้นในปี 2534 เมื่อนายเฉียน ฉีเซิน รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 24 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย จากนั้นความสัมพันธ์ได้พัฒนาเรื่อยมา จนจีนได้เป็นประเทศคู่เจรจาและหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียน ถึงวันนี้ความสัมพันธ์อาเซียน-จีน ย่างเข้าสู่ปีที่ 24 แล้ว

ที่ผ่านมา จีนให้ความสำคัญต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับอาเซียน โดยเป็นประเทศคู่เจรจาแรกที่ริเริ่มความร่วมมือกับอาเซียนในหลายเรื่อง เช่น จัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีกับอาเซียน เข้าร่วมในสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค และแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือตามสนธิสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น
อาเซียนและจีนมีความร่วมมือกันหลายด้าน ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญใน 11 สาขาหลัก ได้แก่ การเกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง การลงทุน พลังงาน การขนส่ง วัฒนธรรม สาธารณสุข การท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อม และไทยได้ผลักดันให้เพิ่มเรื่องความเชื่อมโยง

นอกจากนี้ จีนยังสนับสนุนความพยายามของอาเซียนในการลดช่องว่างด้านการพัฒนาของประเทศสมาชิก และประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงด้วย
จุดเด่นของความสัมพันธ์อาเซียน-จีนคือด้านเศรษฐกิจ โดยจีนเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของอาเซียนมาตั้งแต่ปี 2553 และอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับสามของจีน รองจากสหภาพยุโรปและสหรัฐ การค้าอาเซียน-จีนในปี 2556 มีมูลค่า 443,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจำนวนนี้เป็นการค้าไทย-จีน 71,260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงเป็นลำดับสามของอาเซียนรองจากมาเลเซียและสิงคโปร์
ส่วนการลงทุนอาเซียน-จีนในปี 2556 มีมูลค่า 14,090 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการลงทุนของอาเซียนในจีน 8,350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจำนวนนี้เป็นการลงทุนของไทย 480 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มากเป็นลำดับสองรองจากสิงคโปร์ ในขณะที่จีนเข้ามาลงทุนในอาเซียน 5,740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะในสิงคโปร์ ลาว และอินโดนีเซีย

ในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกันนั้น นครหนานหนิงในเขตเศรษฐกิจพิเศษกว่างซีจ้วง ได้จัดงานแสดงสินค้าอาเซียน-จีนในราวเดือนกันยายนของทุกปี เป็นงานขนาดใหญ่และมีกิจกรรมคู่ขนานมากมาย เพื่อเป็นเวทีให้ภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่ายได้มาพบเจอกัน อันจะช่วยขยายตลาดสินค้าจากอาเซียนในจีน
ในปี 2558 นี้ จะเป็นการจัดงานครั้งที่ 12 ซึ่งไทยได้รับเชิญให้เข้าร่วมในฐานะประเทศเกียรติยศ และฝ่ายจีนได้เชิญนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมงานด้วย สอดคล้องกับความต้องการของไทยที่จะขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีนในช่วงการฉลองครบรอบ 40 ปีของความสัมพันธ์ไทย-จีนในปี 2558
ในด้านการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ในปี 2556 มีชาวจีนมาเที่ยวในอาเซียน 12.27 ล้านคน โดยมาไทยมากที่สุดถึง 4 ล้านคน ด้านการศึกษา มีนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนในอาเซียน 70,000 คน ส่วนนักศึกษาจากอาเซียนก็นิยมไปเรียนต่อในจีนถึง 68,493 คน ในจำนวนนี้เป็นคนไทย 20,106 คน ซึ่งมากเป็นอันดับหนึ่ง รัฐบาลจีนยังประกาศให้ทุนการศึกษาแก่อาเซียน 15,000 ทุนด้วย
ในการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน-จีนให้เข้มแข็ง นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนได้เสนอสูตร 2+7 ซึ่งเน้น 2 เรื่องหลัก คือ การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน และการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วยข้อเสนอ 7 ข้อ คือ

(1) ส่งเสริมความร่วมมือทางการเมืองให้แน่นแฟ้น
(2) ขยายความร่วมมือด้านความมั่นคง เช่น จัดตั้งกลไกการหารือระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน-จีน
(3) ยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน และสนับสนุนการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
(4) ส่งเสริมความเชื่อมโยงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยจีนจะจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชียเพื่อสนับสนุนในเรื่องนี้
(5) ส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินในภูมิภาคเพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
(6) พัฒนาความร่วมมือทางทะเล และ
(7) ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม

ความร่วมมือในกรอบอาเซียน-จีนยังมีส่วนสำคัญต่อการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ที่สำคัญคือการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ที่เกิดจากการอ้างสิทธิในทะเลทับซ้อนกัน โดยสนับสนุนให้มีการพูดคุยหารือกัน และส่งเสริมความร่วมมือผ่านกลไกในระดับคณะทำงานร่วมและเจ้าหน้าที่อาวุโสเพื่อปฏิบัติตามปฏิญญาว่าด้วยการปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea: DOC) เพื่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจและสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการแก้ไขปัญหา รวมทั้งเร่งเจรจาจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct in the South China: COC) เพื่อใช้เป็นกฎกติกาและแนวปฏิบัติร่วมกันในระหว่างที่รอการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ได้ข้อยุติที่ถาวร
ในการพัฒนาความสัมพันธ์นั้น ไทยได้ทำหน้าที่ประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-จีนนาน 3 ปี ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2555 ถึงเดือนกรกฎาคม 2558 โดยตั้งเป้าหมายที่จะผลักดัน 3 เรื่อง ได้แก่ การสร้างประชาคมอาเซียน การส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค และการจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ ที่ผ่านมา ไทยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้จีนร่วมมือกับอาเซียนอย่างแข็งขันในเรื่องต่าง ๆ และจะพยายามใช้เวลาที่เหลืออีก 7 เดือนอย่างสุดความสามารถ เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์อาเซียน-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
สำหรับความท้าทายในความสัมพันธ์อาเซียน-จีน ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน ได้แก่

(1) การพัฒนาความสัมพันธ์ให้เจริญก้าวหน้า มีความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน และร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์
(2) การขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ อาเซียนและจีนต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และจับมือกันเติบโต โดยใช้ประโยชน์จากความตกลงเขตการค้าเสรีให้เต็มที่ สนับสนุนให้จีนเข้ามาลงทุนในอาเซียนให้มากขึ้น และเพิ่มบทบาทของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) หากทำได้สำเร็จก็จะช่วยให้ให้บรรลุเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างกันเป็น 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2558 และ 2563 ตามลำดับ
(3) ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องการพัฒนา โดยเฉพาะเรื่องคน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเติบโตสีเขียว
(4) การส่งเสริมให้ชาวอาเซียนและชาวจีนรู้จักกันอย่างลึกซึ้ง ผ่านการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม การสร้างความตระหนักรู้ และการไปมาหาสู่กัน
(5) การขยายความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูง โดยเฉพาะยาเสพติด การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ รวมทั้งการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและโรคระบาดร้ายแรง เช่น ไวรัสอีโบลา และโรคไข้หวัดนก
(6) การปฏิบัติตามข้อริเริ่มต่าง ๆ ให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม เช่น การส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค ทั้งทางรถยนต์ รถไฟ เรือ และเครื่องบิน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันสมตามความตั้งใจของผู้นำอาเซียนและจีน ทุกฝ่ายจึงควรร่วมมือกันอย่างเต็มที่ในขณะเดียวกัน อาเซียนก็ต้องคงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความสมานฉันท์ และสามารถรักษาบทบาทนำในความร่วมมือในภูมิภาค เมื่อถึงวันนั้น อาเซียนและจีนก็จะพัฒนาไปสู่การเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี ซึ่งจะทำให้อาเซียน-จีนเป็นเสาสำคัญแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคอย่างแท้จริง.

นายมงคล วิศิษฏ์สตัมภ์
ผู้อำนวยการกองความสัมพันธ์กับคู่เจรจา
และองค์กรระหว่างประเทศ กรมอาเซียน




กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์