หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
เอสเอ็มอี’ฟิลิปปินส์เตรียมรับศึกหนักหากเปิดเออีซี

17 มกราคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 1262)


หนังสือพิมพ์ชั้นนำของฟิลิปปินส์ "อินไควเรอร์” ตีพิมพ์บทความของนางเอมี อาร์.เรโม ผู้สื่อข่าวเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจที่ได้วิเคราะห์ว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีของฟิลิปปินส์นั้นกำลังจะกลายเป็นภาคส่วนที่อ่อนแอที่สุดที่ต้องเผชิญกับความท้าทายอันเนื่องมาจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เนื่องจากอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีจะก่อให้เกิดความยากลำบากแก่บริษัทเหล่านี้ที่จะต้องเร่งเอาตัวรอด รวมทั้งดิ้นรนขยายตัวไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

ด้วยเหตุนี้ สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมของฟิลิปปินส์ (พีซีซีไอ) จึงได้วางแผนการทางยุทธศาสตร์ เพื่อที่จะเตรียมตัวให้กับบริษัทที่เป็นสมาชิก ในการเปิดรับยุคสมัยที่จะได้เห็นอาเซียนเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นตลาดเดียวและแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญ จากการไหลเข้า-ออกของสินค้า บริการ แรงงานมีฝีมือ การลงทุนและเม็ดเงินในแผนยุทธศาสตร์ครั้งนี้

นายอัลเฟรโด เอ็ม. เยา ประธานพีซีซีไอได้กล่าวว่า พวกเขาจะมีการจัดการประชุมกลุ่มอุตสาหกรรมสัปดาห์ละครั้ง เพื่อเตรียมตัวให้กับเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี ที่จะได้รับผลกระทบเมื่อเปิดเออีซี การประชุมเหล่านี้ไม่เพียงแค่จะมีการระบุอุปสรรคและความต้องการต่าง ๆของผู้ประกอบการเท่านั้น
แต่จะเป็นการชี้นำให้บริษัทต่าง ๆ สร้างยุทธศาสตร์ใหม่ของตนเองเพื่อที่จะทำความเข้าใจถึงบทบาทของหน่วยงานปฏิบัติการว่าจะมีส่วนช่วยเหลือให้องค์กรธุรกิจก่อกำเนิดคุณค่าให้แก่ลูกค้าได้อย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพที่สุด

กุญแจสำคัญประการแรกคือ การเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ เพื่อที่จะทำให้ธุรกิจขนาดย่อมท้องถิ่นสามารถก้าวขึ้นมาแข่งขัน เมื่อถูกเปรียบเทียบกับธุรกิจแบบเดียวกันในประเทศในภูมิภาคได้ นอกจากนี้ เขายังเสริมว่า ทางสภามีแผนจะประชุมทุกสัปดาห์ เนื่องจากภาคธุรกิจเอสเอ็มอีจะเป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะต้นทุนค่าใช้จ่ายสำหรับไฟฟ้าของประเทศนั้นค่อนข้างแพง

ดังนั้น ฟิลิปปินส์จำเป็นต้องมองหาหนทางเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องลงไปแข่งขันในประเภทสินค้าราคาต่ำทั่วไป
ประการถัดมา นายเยา เผยว่า ผู้ประกอบการก็ไม่ควรรอพึ่งพาแต่ภาครัฐบาล เพราะธุรกิจภาคเอกชนควรดูแลจัดการปัญหาของตนเองและใช้ประโยชน์ให้เต็มที่จากทุน เทคโนโลยี บุคลาการที่มีอยู่ นอกจากนี้แม้อาเซียนจะมีการยกเลิกภาษีสินค้าระหว่างกันเกือบทั้งหมดแต่อุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีที่แต่ละประเทศยังคงมีต่อกันนั้นยังคงทำให้เป็นการยากที่เอสเอ็มอีจะสามารถใช้ประโยชน์และโอกาสจากการรวมกันเป็นเออีซีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ทั้งนี้อุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีมักมาในรูปแบบของมาตรฐานสินค้า กฎระเบียบ ใบอนุญาตส่งออก ความน่าเชื่อถือของสินค้าและใบรับประกัน
พีซีซีไอได้กดดันรัฐบาลให้จัดตั้งตัวแทนของฟิลิปปินส์ไปประจำการในประเทศต่าง ๆ ของภูมิภาคอาเซียนเพื่อที่จะคอยสกัดและจับตาดูอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีเหล่านี้ ซึ่งกำลังจะมาขัดขวางการส่งออกสินค้าฟิลิปปินส์ไปสู่อาเซียน
แต่ขณะนี้พีซีซีไอได้บอกกล่าวแก่บริษัทสมาชิกของตนให้จับตามองและเก็บหลักฐานอุปสรรคประเภทดังกล่าวที่เกิดขึ้นในประเทศอาเซียนแล้วรายงานกลับมายังฟิลิปปินส์ เพื่อยื่นเรื่องให้กับรัฐบาลช่วยแก้ไขแล้ว

อย่างไรก็ตาม นายเกรกอรี แอล. โดมิงโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของฟิลิปปินส์ได้ประกาศในวาระที่การรวมกันเป็นเออีซีกำลังจะเข้ามาถึงในไม่ช้าว่า ฟิลิปปินส์พร้อมแล้วสำหรับการแข่งขันในการเปิดเออีซี
เหตุผลเนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรกของภูมิภาคที่มีนโยบายการค้าเสรี ดังนั้นจึงรู้จักสิ่งนี้มานานแล้ว และโดยปกติการลงทุนก็มักจะไหลเข้ามาในประเทศที่มีกฎระเบียบน้อยกว่าประเทศที่มีกฎระเบียบมากอยู่แล้ว ทำให้ธุรกิจของฟิลิปปินส์สามารถหาคู่ค้าได้ง่าย เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจค่อนข้างถูกและไม่มีภาษี

แม้รัฐบาลมะนิลาจะชี้ให้เห็นโอกาสของตนในการแสวงหาผลประโยชน์จากการเปิดเออีซี แต่นางเบอร์นีย์ แมกกิลัต ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจของหนังสือพิมพ์ชื่อดัง "มะนิลา บูลเลทิน” ได้นำเสนอบทความที่น่าสนใจไว้ว่า ฟิลิปปินส์เป็นประเทศในอาเซียนที่จะได้รับประโยชน์จากการเปิดเออีซีในปี 2558 นี้น้อยที่สุด เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่เพียงพอและพื้นฐานทางอุตสาหกรรมที่ไม่ดี
นายปาร์ค บุน-ซุน นักเศรษฐศาสตร์ชาวเกาหลีใต้ได้เขียนบทความเรื่องความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างฟิลิปปินส์กับเกาหลีใต้โดยระบุว่า มะนิลาจะรั้งท้ายสุดในบรรดาผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาค
ทั้งนี้ มูลค่าการค้าระหว่างฟิลิปปินส์กับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน คิดเป็นแค่เพียงร้อยละ 19.1 ในจำนวนมูลค่าการค้าทั้งหมดของประเทศ การส่งออกสินค้าไปยังอาเซียนคิดเป็นร้อยละ 16 และนำเข้าเพียงร้อยละ 21.8 เท่านั้น ยังผลให้มะนิลากลายเป็นผู้ที่ขาดดุลการค้ามากที่สุดในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันเอง

ขณะที่คนส่วนใหญ่สามารถเข้าใจได้ว่า ฟิลิปปินส์ขาดดุลการค้ากับมาเลเซียและอินโดนีเซีย เพราะการนำเข้าทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำมัน แต่ฟิลิปปินส์ก็ขาดดุลการค้ากับเวียดนามด้วย เนื่องจากการนำเข้าสินค้าชั้นกลางหรือสินค้าที่อยู่ระหว่างกระบวนการผลิตที่จะมาเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมซึ่งกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้บทบาทของประเทศในการค้าภายในภูมิภาคอาเซียนจึงมีอยู่อย่างจำกัด
นายปาร์ค กล่าวว่า มะนิลาสั่งนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ วัตถุดิบพื้นฐาน อะไหล่และชิ้นส่วนรถยนต์มาจากประเทศในอาเซียนอย่างไทยและอินโดนีเซีย แม้ว่าสองประเทศนี้จะไม่ใช่ประเทศที่มีชิ้นส่วนรถยนต์ดีที่สุด ส่วนด้านความร่วมมือในการลงทุน ฟิลิปปินส์ก็จัดว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเข้ามาลงทุนของทุนต่างชาติน้อยที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มทุนจากประเทศอาเซียนด้วยกันเองยิ่งมีจำนวนน้อยจนแทบไม่สำคัญเสียด้วยซ้ำไป
ในปี 2556 การลงทุนสุทธิจากประเทศอาเซียนมาสู่ฟิลิปปินส์ถือว่าน้อยมาก เพียงร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับการลงทุนภายในภูมิภาคที่อินโดนีเซียมีมากถึงร้อยละ 47.3 ตามมาด้วยเวียดนาม ร้อยละ 23.4 มาเลเซีย ร้อยละ 17.8 ไทยร้อยละ 9.7 และสิงคโปร์ ร้อยละ 9.4 ดังนั้น นายปาร์ค จึงเห็นว่า ฟิลิปปินส์ควรคิดหามาตรการที่เหมาะสมเพื่อที่จะมาดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ทั้งจากอาเซียนและจากประเทศอื่น ๆ นอกภูมิภาค

ข้อมูลทางเศรษฐกิจของมะนิลาใน 5 ปีที่ผ่านมา ชี้ชัดว่า ประเทศขาดดุลการค้ากับอาเซียนมาเป็นเวลา 5 ปี ติดต่อกัน โดยมีปี 2551 เป็นปีที่ขาดดุลหนักที่สุดคิดเป็นมูลค่า 7,543 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(ราว 250,000 ล้านบาท) รองลงมาคือปี 2554 มูลค่า 5,601 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(ราว 185,000 ล้านบาท) และปี 2552 คิดเป็นมูลค่า 5,124 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 170,000 ล้านบาท)
ส่วนปีที่มีการขาดดุลน้อยที่สุดคือ 2555 4,307 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 143,000 ล้านบาท) รองลงมาคือปี 2553 ด้วยมูลค่า 3,947 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 131,000 ล้านบาท)

ฟิลิปปินส์ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจำนวนมากจากอินโดนีเซีย ส่วนสินค้าชนิดอื่นที่มีส่วนในการขาดดุลคือ ข้าว ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและชิ้นส่วนรถยนต์ แต่รัฐบาลเองก็มีนโยบายที่จะผลิตข้าวเพื่อบริโภคภายในประเทศให้เพียงพอ เพื่อลดการนำเข้าข้าวจากไทยและเวียดนาม
สินค้าที่นำเข้าอันดับต้น ๆ จากอาเซียน ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นจำนวนมากถึงร้อยละ 20 ตามมาด้วยพลังงานถ่านหิน และเชื้อเพลิงที่ได้จากการกลั่นร้อยละ 14.8 อุปกรณ์เพื่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ร้อยละ 11.4 ชิ้นส่วนรถยนต์ ร้อยละ 8.9

อย่างไรก็ตาม ฟิลิปปินส์ก็ยังคงเป็นดวงดาวที่สดใสที่สุดของอาเซียนด้วยเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวมากที่สุด และกำลังจะพร้อมสำหรับการเข้าสู่เออีซี แม้ภาคอุตสาหกรรมภายในจะพร้อมใจกันร่ำไห้ว่า ตนยังไม่พร้อม แต่ก็สับสนว่าเมื่อไรที่ควรจะพูดว่าพร้อมเสียที
และแม้ว่า อุตสาหกรรมภายในจะยังไม่พร้อมแต่ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจหรือการเจรจากันในระดับพหุภาคีบนองค์กรการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ฟิลิปปินส์ก็มักเป็นสมาชิกผู้ริเริ่มแรก ๆ เสมอ.


credit : dailynews




กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์