หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
10 เทรนด์อีคอมเมิร์ซมาแรงของอาเซียนปี 2558

18 มกราคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 2872)


ในศักราชใหม่ปี 2558 นี้ จากการเก็บรวบรวมข้อมูลสัมภาษณ์ของนักลงทุน ผู้บริหารกิจการธุรกิจ รวมไปถึงข้อมูลภายในองค์กร ต่างจับตามองธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซมากขึ้นกว่าในอดีต ขานรับเทรนด์การบริโภคจับจ่ายซื้อสินค้าผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมาพบว่าตลาดอาเซียนมีการเติบโตของธุรกิจเกิดใหม่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และในวันนี้เราได้รวบรวมลู่ทางธุรกิจอีคอมเมิร์ซของอาเซียนที่จะเป็นม้ามืดของปี 2558 จำนวน 10 เทรนด์

เริ่มจากเทรนด์ "การควบรวมกิจการ” ซึ่งพบว่าในปี 2558 นี้จะมีการควบรวมกิจการของกลุ่มธุรกิจเพิ่มมากขึ้น และผลที่ตามมาก็คือ ทำให้การค้าจากธุรกิจสู่ผู้บริโภคหรือบีทูซี ผ่านทางระบบอีคอมเมิร์ซที่ยิงตรงถึงผู้บริโภคนั้นเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
โดยเฉพาะในอินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์ ที่จะเกิดการควบรวมกิจการของเหล่าผู้ประกอบกิจการต่าง ๆ มากขึ้น ประกอบกับการทุ่มเม็ดเงินให้กับธุรกิจดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มแรงขับเคลื่อนธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้มีการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น แม้ธุรกิจบีทูซีจะมีช่องโหว่ แต่สำหรับผู้เล่นรายใหญ่อย่างลาซาดาที่มีสายป่านที่ยาว และเข้ามาทำธุรกิจนี้ตั้งแต่แรก จะทำให้นักลงทุนรายย่อยอาจจะต้องเหนื่อยมากหน่อย
สำหรับประเทศไทยผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่าง วอทส์นิว แวร์ยูวอนท์ และโมซี่ ก็มีการจับมือกันเป็นพันธมิตรในการขายสินค้า ถือเป็นกลยุทธ์การแข่งขันทางธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น ลาซาดาที่เข้ามาจับธุรกิจแฟชั่น ภายใต้แบรนด์สินค้าตัวเอง ควบรวมกิจการเป็นหนึ่งเดียวกับซาโลรา ภายใต้เจ้าของเดียวกันอย่างอาร์เดนท์ แคปปิตอล

เทรนด์ที่ 2 ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าของวงการเอเจนซี่โฆษณาและที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิตอล ที่คาดการณ์ว่าในปี 2558 นี้ บริษัทวางแผนและให้คำปรึกษาด้านสื่อธุรกิจดิจิตอล จะต้องปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ มิเช่นนั้นกิจการอาจจะต้องล่มสลายเลยทีเดียว เนื่องจากการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ทางผู้ประกอบการ

เอเจนซี่ต่างทราบกันดี แต่สำหรับปี 2558 จะหืดขึ้นคอมากขึ้น จากการที่ลูกค้าในมือหันมาจับทางธุรกิจอีคอมเมิร์ซเอง โดยไม่ง้อเอเจนซี่โฆษณาเหมือนแต่ก่อน อย่างเช่นบริษัทหัวเหว่ยของจีนเลือกที่จะกำหนดการดำเนินธุรกิจการตลาดมากกว่าใช้บริการคำปรึกษาจากเอเจนซี่รูปแบบเดิม ๆ
ทั้งนี้ปัจจุบันการประกอบธุรกิจ บริษัทผู้ขายสินค้าย่อมมองหาอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของดิจิตอลเอเจนซี่ในปีนี้น่าจะทำให้วงการผู้ให้คำปรึกษาชื่อดังทั้งหลายในอาเซียนต้องปรับแผนกันยกใหญ่ เพื่อคงธุรกิจให้ดำเนินต่อไปได้ ภายใต้การแข่งขันที่มีตัวเลือก และลู่ทางที่มากขึ้น ผ่านระบบเครื่อข่ายอินเทอร์เน็ต

เทรนด์ที่ 3 ที่จะเข้ามาทำให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของอาเซียนครึกครื้นมากกว่าปีที่ผ่านมาคือ ตลาดสินค้า หรือมาร์เก็ตเพลส จะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น หลังจากบริษัทอาลีบาบายักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซแดนมังกร ที่ทำยอดเปิดขายหุ้นไอพีโอหรือหุ้นครั้งแรกมีมูลค่าสูงถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (800,000 ล้านบาท) ที่กำลังหาลู่ทางสร้างตลาดสินค้าของตัวเอง

ขณะที่ลาซาดาและราคุเท็น ผู้ประกอบกิจการอีคอมเมิร์ซพยายามที่จะมองหาให้ผู้เล่นอย่างบริษัทให้บริการด้านโทรคมนาคม บริษัทสื่อสารมวลชน ธนาคาร รวมไปถึง ผู้ทำธุรกิจการค้าส่งตรงถึงผู้บริโภคหรือบีทูซี เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
ทั้งนี้ นายแม็กซ์ บิทท์เนอร์ ซีอีโอจากลาซาดา เผยว่า ร้อยละ 70 ของสินค้าลาซาดานั้นมาจากผู้ขายแหล่งที่สาม หรือบุคคลที่เข้ามาขายสินค้าผ่านหน้าเว็บไซต์ของลาซาดา ซึ่งบริษัทกำลังมองหาช่องทางเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าจากผู้ใช้บริการ
เทรนด์ที่ 4 คือ อีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศ และการเปิดเออีซี ทั้ง 2 ปัจจัย จะเป็นแรงกระตุ้นให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้การไหลบ่าของสินค้าเป็นไปได้โดยอิสระ ขณะที่ผู้ประกอบการด้านอีคอมเมิร์ซระดับโลกก็เป็นอีกหนึ่งแรงหนุนให้ตลาดอีคอมเมิร์ซของภูมิภาคขยายตัวไปด้วย

แอมะซอน ของสหรัฐ และเอซอส จากอังกฤษ ผู้ประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของโลกเผยว่า ตลาดการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในสิงคโปร์ ไทยและอินโดนีเซีย เติบโตมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย
มาถึงเทรนด์ที่ 5 เป็นเทรนด์การไหลบ่าของผู้ประกอบการชาวต่างชาติ แน่นอนหากไม่นับจีนและอินเดีย อาเซียนถือเป็นภูมิภาคที่ร้อนแรงที่สุดในเอเชียขณะนี้ โดยในปี 2558 นี้ คาดว่าจะเป็นปีที่ผู้ประกอบการชาวต่างชาติ จะเข้ามาประกอบธุรกิจอีคอม เมิร์ซและเทคโนโลยีในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น
ทั้งนี้ด้านร็อคเก็ต อินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการด้านอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเริ่มเห็นเม็ดเงินลงทุนในตลาดซื้อขายสินค้าออนไลน์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เพิ่มมากขึ้น สาเหตุมาจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เติบโตสูงขึ้น เนื่องมาจากเศรษฐกิจในยุโรปที่ตกอยู่ในสภาวะซบเซาและอยู่ในช่วงดิ้นรนสุดขีดประกอบกับการฟื้นตัวอย่างเต็มตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
เทรนด์ที่ 6 เป็นการขนส่งผ่าน ’อูเบอร์” ที่จะจัดส่งสินค้าไปทุกที่ ทั้งนี้อูเบอร์คือ ผู้ให้บริการแท็กซี่ออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชั่น มือถือ อย่างไรก็ตามในปี 2558 นี้คาดว่าการให้บริการของอูเบอร์จะครอบคลุมไปถึงการขนส่งสินค้า จากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์
ตัวอย่างแรกที่เปิดประเดิมคือ เครื่องสำอางคีลส์ประเทศไทยได้จับมือกับอูเบอร์ แจกรางวัลแก่ผู้ใช้บริการแท็กซี่อูเบอร์แบบฟรี ๆ ขณะที่แอมะซอนได้ทดลองใช้อูเบอร์เป็นผู้จัดส่งสินค้าเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระบบคมนาคมขนส่งและสาธารณูป โภคของประเทศในอาเซียนยังมีอุปสรรคอยู่มาก ทำให้อูเบอร์แท็กซี่และแกรปแท็กซี่ 2 ผู้ประกอบการรับส่งผู้โดยสารผ่านระบบออนไลน์ ทำกำไรได้เพิ่มมากขึ้นจากการจัดส่งสินค้าในภูมิภาคอาเซียน มากกว่ากลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และในมาเลเซีย

เทรนด์ที่ 7 ความซบเซาของธุรกิจโมบาย คอมเมิร์ซ หรือการซื้อสินค้าผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ สวนกระแสกับจำนวนสมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้สาเหตุมาจาก ประสบการณ์การช้อปผ่านทางโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้บริการนั้น ไม่ค่อยจะเป็นที่น่าพอใจเท่าไรนัก รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจให้ความใส่ใจกับการขายสินค้าแบบอีคอมเมิร์ซมากกว่า ทำให้ในปี 2558 นี้ จะเป็นปีที่ธุรกิจโมบายคอมเมิร์ซ เหงาหงอยอย่างแน่นอน
เทรนด์ที่ 8 ม้ามืดการซื้อขายสินค้าระหว่างผู้ผลิตด้วยกัน หรือบีทูบี ที่จะมาแรงในปี 2558 นี้ หลังจากการซื้อขายแบบบีทูซี มีปริมาณที่สูงขึ้น ทั้งนี้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี มีจำนวน 2 ใน 3 ที่สั่งซื้อสินค้าออนไลน์ระหว่างผู้ผลิตด้วยกันเอง
เทรนด์ที่ 9 คือการเก็บเงินปลายทาง ในการส่งสินค้าที่สั่งซื้อผ่านทางออนไลน์ ทั้งนี้การที่ผู้ประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องลงทุนด้วยเงินสด สิ่งที่ผู้บริโภคในอาเซียนยังเป็นกังวลคือ ความปลอดภัยของการสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ที่จะต้องให้ข้อมูลบัตรเครดิต หรือเดบิต ลงไปในระบบอินเทอร์เน็ต รวมถึงเกรงว่าจะไม่ได้รับสินค้าที่สั่งซื้อ ดังนั้นการเก็บเงินปลายทางที่รับของจึงเป็นวิธีที่น่าไว้ใจมากที่สุด
นอกจากนี้พบว่าประชากรในอาเซียนจำนวนมากยังไม่มีบัตรเครดิต ทำให้การจ่ายเงินสดคือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ รวมไปถึงความซับซ้อนการโอนเงินผ่านทางตู้เอทีเอ็ม หรือผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร หรือแม้แต่กระทั่งระบบจ่ายเงินของเพย์พาล ซึ่งมีโอกาสที่จะถูกยกเลิกการสั่งซื้อสินค้าสูง พบว่าร้อยละ 70 ของการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ในอาเซียนใช้วิธีเก็บเงินปลายทาง และมีการยกเลิกการสั่งซื้อสินค้าเพียงร้อยละ 5-8 เทียบกับการโอนเงินมีการยกเลิกสินค้าสูงถึงร้อยละ 50-70

เทรนด์ที่ 10 การใช้โดรนหรืออากาศยานไร้คนขับส่งสินค้า แนวคิดนี้ได้รับแรงผลักดันจากนายโบริส จอห์นสัน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน กล่าวว่า การขนส่งสินค้าผ่านทางอีคอมเมิร์ซ ส่งผลให้การจราจรหนาแน่นและติดขัด และสำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียนที่มีแนวโน้มจะใช้บริการส่งสินค้าทางอากาศนี้ก็คือ สิงคโปร์ ซึ่งมีปัญหาด้านการจราจรจากข้อจำกัดของพื้นที่
นอกจากนี้นายจอห์นสันยังได้เผยแอพพลิเคชั่น ’วิววีท" ที่ช่วยให้นักช้อปเช็กสินค้าผ่านทางออนไลน์ได้เหมือนกับเดินซื้อสินค้าอยู่ในห้างสรรพสินค้า โดยไม่ต้องเดินทางไปให้เสียเวลา

ในปี 2558 นี้ นักธุรกิจไทยคงมีความกระชุ่มกระชวยขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากคาดว่าตลาดการซื้อขายผ่านทางออนไลน์จะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งในอินโดนีเซีย ขณะที่สิงคโปร์เริ่มจะแผ่วลงเนื่องจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มมีทีท่าว่าจะอิ่มตัวแล้ว ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการธุรกิจไทย.


credit : dailynews




กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์