หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
สุนัขหลังอาน ร่องรอยความสัมพันธ์ไทย เวียดนาม

20 มกราคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 7569)


โดย : อดิศักดิ์ ศรีสม

ท่ามกลางสุนัขสายพันธุ์ต่างประเทศ สุนัขสายเลือดไทยแท้ที่ถูกยกให้เป็นสุนัขประจำชาติอย่าง "ไทยหลังอาน” (Thai Ridgeback) กำลังเริ่มได้รับความสนใจจากวงการสุนัขทั่วโลกมากขึ้นทุกขณะ "สุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน” เป็นสุนัขขนาดกลาง มีความคล่องแคล่วว่องไว อาจเพราะมีบรรพบุรุษเป็นสุนัขป่ามันจึงมีอุปนิสัยของนักล่าที่ถูกฝังอยู่ในสายเลือดความตื่นตัวอยู่เสมอของสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานอีกทั้งยังสื่อสัตย์ต่อเจ้าของ ในอดีตชาวบ้านจึงนิยมเลี้ยงพวกมันไว้สำหรับเฝ้าบ้านและปกป้องคุ้มครองภัยในยามเดินทางไปในที่ต่าง ๆ

แม้ว่าสุนัขไทยหลังอานจะได้รับการยกย่องว่าเป็นสุนัขที่เป็นเสมือนเอกลักษณ์ประจำชาติไทย แต่กลับไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสุนัขพันธุ์นี้เริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อใดแน่นอน พบเพียงบันทึกเก่าแก่ประมาณ 380 ปี มาแล้วในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมแห่งกรุงศรีอยุธยาที่มีการกล่าวถึงลักษณะของสุนัขขนกลับที่บริเวณหลังและมีหางเหมือนดาบ ซึ่งนั่นหาได้แต่ในเฉพาะสุนัขไทยหลังอานเท่านั้น
กำเนิดสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานอาจสืบย้อนเรื่องราวไปได้ไกลกว่าที่คิด ดังปรากฏหลักฐานภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์อายุราว 3,000 - 4,000 ปี ที่วัดเขาจันทน์งาม อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา และที่เขาปลาร้า จ.อุทัยธานี ที่มีภาพแสดงถึงสุนัขหางดาบ หูตั้ง คล้ายสุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน
แม้จะพบสุนัขหลังอานได้ทั่วประเทศไทย แต่เชื่อกันว่าถิ่นกำเนิดของสุนัขไทยหลังอานน่าจะอยู่ในเมืองแถบชายทะเลทางภาคตะวันออกของไทย โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรี จันทบุรีและตราด เพราะในอดีตเล่ากันว่าคนพื้นเมืองที่นั่นใช้พวกมันติดตามเกวียนเพื่อคอยระวังภัย และด้วยการคมนาคมที่ยากลำบากในอดีตจึงช่วยรักษาสายพันธุ์ดั้งเดิมของมันเอาไว้จากการผสมข้ามสายพันธุ์กับสุนัขต่างถิ่น แม้กระทั่งปัจจุบันเรายังสามารถพบสุนัขไทยหลังอานกระจายอยู่ในพื้นที่แถบนี้

ไม่มีหลักฐานบันทึกแน่นอนเกี่ยวกับที่มาของสุนัขไทยหลังอาน แต่ด้านการพัฒนาสายพันธุ์มีข้อมูลชัดเจนว่า "หลวงปริพนธ์พจนพิสุทธิ์” เป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาสุนัขไทยหลังอานขึ้นครั้งแรกในปี 2470 จนได้สุนัขสีสวาท หางดาบ หลังอาน และมีขนเกรียนเป็นกำมะหยี่ จนนำมาสู่ความสนใจและนิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายรวมทั้งมีการพัฒนาสายพันธุ์สุนัขไทยหลังอานเพื่อการประกวดในปัจจุบัน
ในปี 2536 ชมรมสุนัขไทยหลังอานที่มีอยู่หลายแห่งได้ร่วมกันร่างมาตรฐานของพันธุ์สุนัขไทยหลังอานขึ้นให้เป็นฉบับเดียวที่ทุกชมรมยอมรับแล้วยื่นต่อสมาพันธุ์สุนัขโลก (Federation Cynologique Internationale) หรือ FCI เพื่อขอการรับรองมาตรฐานพันธุ์ จนอีก 10 ปีต่อมาสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานก็ได้รับการรับรองมาตรฐานพันธุ์ให้เป็นสุนัขพันธุ์แท้ของโลก เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 โดยมีสีที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ 4 สี คือ สีแดง สีดำ สีสวาด และสีกลีบบัว นับเป็นจุดเริ่มต้นของสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานในการก้าวขึ้นสู่เวทีโลกอย่างเต็มตัวและกลายเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ

ขณะที่สุนัขไทยหลังอานได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติแล้ว แต่มีหลักฐานบางชิ้นของชาวตะวันตกที่เข้ามาทำแผนที่ในประเทศไทยเมื่อหลายร้อยปีก่อนเรียกสุนัขไทยหลังอานว่า "ไทยภูกก” อาจเป็นเพราะเคยเห็นสุนัขฝนลักษณะเดียวกันนี้ที่ "เกาะฟูก๊วก” (Phu-Quoc) เกาะแห่งหนึ่งในอ่าวไทย ที่ปัจจุบันอยู่ในอาณาเขตประเทศเวียดนามและอยู่ห่างจาก จ.ตราด แหล่งของสุนัขไทยหลังอานเพียง 200 กิโลเมตร
และก็เป็นจริงตามหลักฐานเก่าแก่ เพราะที่เกาะฟูก๊วก เป็นแหล่งของสุนัขพันธุ์พื้นเมืองชนิดหนึ่งนั่นคือ "สุนัขหลังอานฟูก๊วก” (PhuQuoc Ridgeback) พวกมันมีลักษณะขนย้อนกลับบริเวณหลังไม่ต่างจากสุนัขไทยหลังอาน จึงนับเป็น 1 ใน 3 สายพันธุ์ของสุนัขที่มีหลังอานในโลกนี้ นั่นคือสุนัขไทยหลังอานของไทย โรดีเชียนริดจ์แบ็ค (Rhodesian Ridgeback) ของแอฟริกาใต้ และสุนัขหลังอานฟูก๊วกของเวียดนาม
"สุนัขหลังอานฟูก๊วก” มีนิสัยใจคอแทบไม่ต่างไปจากสุนัขไทยหลังอาน พวกมันที่มีความผูกพันสูงกับคนเลี้ยงสนุกกับการปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าของอยู่เสมอ ลักษณะพิเศษของช่วงขาที่ตรงและเท้าที่เป็นพังผืดนี้เองช่วยให้สุนัขหลังอานฟูก๊วกสามารถว่ายน้ำได้อย่างคล่องแคล่ว และไม่เพียงการเคลื่อนไหวด้วยการวิ่งได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่มันยังเป็นสุนัขที่ได้ชื่อว่ามีความสามารถปีนป่ายได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย
ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนถึงประวัติความเป็นมาที่แน่ชัดของสุนัขหลังอานฟูก๊วก แต่คะเนกันว่ามีสุนัขพันธุ์พื้นเมืองนี้อยู่บนเกาะฟูก๊วกประมาณ 15,000 ตัว ขณะที่สุนัขไทยหลังอานประสบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนกับ FCI ไปแล้ว แต่สำหรับสุนัขหลังอานฟูก๊วกยังอยู่ในช่วงการพัฒนาสายพันธุ์ ปัจจุบันพวกมันมีราคาขายในประเทศเพียงประมาณ 60 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สุนัขไทยหลังอานที่ได้รับการรับรองสายพันธุ์แล้วบางตัวมีราคาสูงถึงตัวละ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อมองจากความคล้ายคลึงกันของสุนัขทั้งสองสายพันธุ์ มีความเป็นไปได้สูงว่าสุนัขไทยหลังอานและสุนัขหลังอานฟูก๊วกอาจมีที่มาจากรากเหง้าและเป็นเครือญาติที่ใกล้ชิดกัน นั่นเพราะพื้นที่แหล่งพบสุนัขไทยหลังอานในแถบชายทะเลภาคตะวันออกของไทยอยู่ไม่ห่างไกลจากเกาะฟูก๊วกของเวียดนามเลย แม้วันนี้พวกมันจะถูกมอบสัญชาติให้เป็นไทยและเวียดนามกันไปแล้ว แต่อย่างน้อยพวกมันก็เป็นหลักฐานหนึ่งที่ทิ้งร่องรอยของการเชื่อมโยงติดต่อกันของผู้คนในภูมิภาคนี้ในอดีตได้เป็นอย่างดี


ที่มา : ส่วนอาเซียน กรมประชาสัมพันธ์




กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์