หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในกัมพูชา

20 มกราคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 3704)

การลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในประเทศกัมพูชา เพราะเป็นอีกประเทศในอาเซียนที่มีศักยภาพ
ที่สามารถรองรับการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศได้มากทีเดียว หลังจากปี 1989 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มเปลี่ยนเป็นนโยบายเศรษฐกิจแบบเปิดและมีการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ (ปี 1986 เป็นปีแรกที่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม) จึงส่งผลทำให้รัฐบาลต้องการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั้งในและนอกประเทศเพราะหวังให้ FDI เป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ปี 1994
เป็นปีที่กัมพูชามีกฎหมายการลงทุน (LAW ON THE INVESTMENT OF THE KINGDOM F CAMBODIA)เป็นครั้งแรก

ในขณะนั้นตัวเลขการลงทุนยังมีไม่มากนัก อยู่ที่ 61 ล้านเหรียญ (ระหว่างปี 1991 ถึง 1995) ช่วงนี้อัตราขยายตัว GDP ร้อยละ 8 และเพิ่มเป็น 148 ล้านเหรียญในปี 2005 และในปี 2009 เพิ่มเป็น 700 ล้านเหรียญ ส่วนปี 2013 FDI ของกัมพูชาเพิ่มเป็นระดับพันล้านเหรียญซึ่งมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์
ในช่วงแรก ๆ ของการมีกฎหมายการลงทุนมีนักลงทุนมาเลเซียเข้าไปลงทุนและทำสนธิสัญญาทวิภาคีการลงทุน (BILATERAL INVESTMENT TREATIES) เป็นชาติแรก ในวันที่ 17 สิงหาคม 2537 ตามด้วยนักลงทุนจากประเทศไทย ในขณะที่นักลงทุนจีนเข้ามาในปี 1996 กฎหมายการลงทุนปี 1994 ถือว่าเป็นกฎหมายการลงทุนครั้งแรก ลงนามเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2537 ซึ่งเป็นกฎหมายการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งนักลงทุนภายในประเทศและต่างประเทศ

กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจการจัดการลงทุนทั้งหมดกับ "สภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา (COUNCIL FOR DEVELOPMENT OF CAMBODIA : CDC)" ที่มีนายกรัฐมนตรีสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซน เป็นประธาน (SAMDECH AKKA MOHA SENA PADEI TECHO HUN SEN) ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการหลัก ๆ 2 คณะกรรมการคือ คณะกรรมการพัฒนาฟื้นฟูแห่งกัมพูชา (THE CAMBODIA REHABILITATION AND DEVELOPMENT BOARD) ซึ่งมีหน้าที่ร่วมกับกระทรวงต่าง ๆ เพื่อกำหนดนโยบาย รวมทั้งเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ (OFFICIAL DEVELOPMENT ASSISTANCE : ODA) และคณะกรรมการลงทุนแห่งกัมพูชา (THE CAMBODIA INVESTMENT BOARD : CIB) ซึ่งดูแลโครงการลงทุน (QIP) ของนักลงทุนต่างชาติที่อยู่นอกเขตเศรษฐกิจพิเศษ (ส่วนโครงการที่ลงทุนใน SEZ ดูแลโดย CSEZB)

เนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้เน้นการส่งเสริมการลงทุนใน 9 ประเภทอุตสาหกรรม คือ อุตสาหกรรมที่เน้นเทคโนโลยี การสร้างงาน การส่งออก การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาชนบท ปกป้องสิ่งแวดล้อม และการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ต่อมามีการปรับปรุงกฎหมายการลงทุนในปี 2003 ความแตกต่างของกฎหมายการลงทุนปี 2003 กับปี 1994 คือ การเน้นโครงการการลงทุน
ที่มีคุณภาพ (QUALIFIED INVESTMENT PROJECT : QIP) มากกว่าที่จะพิจารณาจากความเป็นนักลงทุนต่างชาติและกัมพูชา และเพิ่มเติมเรื่องสิทธิด้านการยกเว้นภาษีกำไรเป็น 9 ปี คือ TRIGGER PERIOD (3 ปี) + 3 ปี + PRIORITY PERIOD (3 ปี) และได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า

ในขณะที่กฎหมายการลงทุนปี 1994 ให้เพียง 8 ปีเท่านั้น ส่วนภาษีนิติบุคคลปกติเสีย ร้อยละ 20
หากได้รับการส่งเสริมเสียร้อยละ 9 เท่านั้น ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในกัมพูชาในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากที่สุดร้อยละ 41 ตามด้วยอุตสาหกรรมเสื้อผ้าร้อยละ 19 การเกษตรร้อยละ 12
โครงการที่นักลงทุนเข้าไปลงทุนในกัมพูชาขณะนี้เป็นร้อยละ 50 เป็นโครงการที่เกี่ยวกับการเกษตรกรรม อุตสาหกรรมร้อยละ 34 โครงสร้างพื้นฐานร้อยละ 10 และท่องเที่ยว

แม้ว่าการลงทุนในการท่องเที่ยวมีสัดส่วนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับการลงทุนด้านอื่น ๆ แต่การลงทุนในด้านการท่องเที่ยวเป็นโครงการแรก ๆ ที่นักลงทุนไทยเข้าไปบุกเบิกในปี 2005 โครงการลงทุนที่
เกี่ยวกับเกษตรส่วนใหญ่เป็นการเช่าพื้นที่ปลูกอ้อยเพื่อทำเอทานอลและน้ำตาล และช่วงระยะ 2 -3 ปีที่มาผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโรงสีข้าวและอุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า ซีเมนต์ น้ำดื่ม น้ำผลไม้ แปรรูปมันสำปะหลัง แปรรูปยางพารา

ปี 2013 นักลงทุนไทยอยู่ในตำแหน่งอันดับที่ 7 ของนักลงทุนทั้งหมดในกัมพูชา สำหรับอาเซียนไทยเป็นอันดับที่สองรองจากนักลงทุนสิงคโปร์ สำหรับนักลงทุนจีนที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา ได้แก่
อุตสาหกรรมเสื้อผ้า ธนาคาร สถาบันการเงิน การเกษตร ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ การขนส่งและการ
สื่อสาร ส่วนนักลงทุนของสิงคโปร์ส่วนใหญ่ลงทุนในภาคบริการ เช่น ธนาคาร ประกันภัยและที่ปรึกษา
นักลงทุนมาเลเซียลงทุนอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและอุตสาหกรรมการเกษตร

ในขณะที่นักลงทุนเวียดนามลงทุนการปลูกยางพารา ก่อสร้าง อาหารแปรรูป โทรคมนาคม มีเหตุผล
ที่สำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในกัมพูชา อันดับแรกเป็นเรื่องของค่าจ้างที่ถูก ค่าจ้างต่อวันอยู่ที่ 80 บาทต่อวัน ต่ำกว่าเวียดนามอยู่ที่ 110 บาทต่อวัน เหตุผลที่สองคือการได้รับระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) จำนวน 25 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศในสหภาพยุโรป สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และแคนาดา และเหตุผลเรื่องจำนวนแรงงานที่มากพอด้วยจำนวนประชากรทั้งหมด 15 ล้านคน กัมพูชามีกำลังแรงงาน 7 ล้านที่สามารถรองรับอุตสาหกรรม อัตราการขยายโตทางเศรษฐกิจในช่วง 10 ปี (2000 - 2010) มีอัตราการขยายตัวที่สูงมากร้อยละ 8.4

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากัมพูชาเป็นโอกาสของการลงทุนในอาเซียนก็ตาม ความท้าทายที่จะต้องเกิดขึ้น
ในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ อัตราค่าจ้างที่จะปรับตัวสูงขึ้น ปี 1997 ค่าจ้าง 40 เหรียญต่อ
เดือน ปี 2000 เพิ่มเป็น 20 เหรียญต่อเดือน และเพิ่มเป็น 61 เหรียญต่อเดือนในปี 2006 และ 2012
เพิ่มเป็น 80 เหรียญต่อเดือน แต่ปัจจุบันแรงงานในโรงงานเสื้อผ้ารับอยู่ที่ 128 เหรียญต่อเดือน สหภาพ
แรงงานยังไม่พอใจ กำลังขอเพิ่มเป็น 140 เหรียญต่อเดือน



รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
กรุงเทพธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์