หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ภูเก็ต-ปีนัง เมืองคู่มิตร การนำอดีตมารับใช้ปัจจุบัน

21 มกราคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 1527)


โดย : อดิศักดิ์ ศรีสม

เรามักคุ้นเคยกับคำว่า "Sister Cities” ซึ่งหมายถึงเมืองในแต่ละประเทศมีความตกลงกับเมืองอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และสร้างความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ร่วมกัน สำหรับประเทศไทยแล้วมีหลายเมืองที่มีความตกลงเช่นที่ว่านี้รวมถึงจังหวัดภูเก็ตเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง หากแต่ภูเก็ตเลือกที่จะใช้คำว่า "Friendship Cities” แทนคำว่า "Sister Cities” ซึ่งดูให้ความหมายที่อบอุ่นกว่าไม่น้อยทีเดียว

ก่อนหน้านี้ภูเก็ตมีการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองคู่มิตรกับต่างประเทศทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรปและอเมริกาไปแล้วทั้งสิ้น 6 เมืองใน 5 ประเทศ วันนี้ภูเก็ตยังได้สถาปนาความสัมพันธ์กับเมืองในลำดับที่ 7 นั่นคือเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย
พิธีลงนาม MOU สถาปนาความเป็นเมืองคู่มิตร (Friendship Cities) ระหว่างเทศบาลนครภูเก็ตและเทศบาลปีนังเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2557 โดย MOU ระหว่างทั้งสองฝ่ายได้กำหนดกรอบของความร่วมมือระหว่างกันในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการบริหารจัดการเมือง การค้า การลงทุน การศึกษา การอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม และอื่น ๆ ที่เป็นผลประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายในอนาคต
ที่น่าสนใจคือการสร้างสัมพันธ์ความเป็นเมืองคู่มิตรระหว่างภูเก็ตและปีนังต่างจากเมืองอื่น ๆ ที่ผ่านมา เพราะเกิดจากแรงบันดาลใจในทางประวัติศาสตร์ระหว่างชุมชนทั้งสองที่มีมากว่า 100 ปี โดยมีเรื่องราวของ "พระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี” หรือ คอซิมบี้ ณ ระนอง เป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญ

"พระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี” หรือ "คอซิมบี้ ณ ระนอง” ผู้ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต รับผิดชอบดูแลหัวเมืองทางภาคใต้รวมทั้งสิ้น 7 เมือง เขาเป็นปูชนียบุคคลผู้สร้างสรรค์คุณประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งวางรากฐานการพัฒนาต่างๆให้กับจังหวัดภูเก็ตในยุคเริ่มต้น บิดาของคอซิมบี้คือ "พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี” หรือ "คอซู้เจียง” เป็นชาวจีนฮกเกี้ยนที่ย้ายจากปีนังมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 3 ก่อนจะประกอบกิจการเหมืองแร่ดีบุกจนมั่งคั่งและได้รับโปรดเกล้าให้เป็นเจ้าเมืองระนอง รวมทั้งได้รับพระราชทานนามสกุล "ณ ระนอง” จากรัชกาลที่ 6

กิจการค้าของตระกูล ณ ระนอง ขยายตัวอย่างมากทางภาคใต้ของไทยโดยมีเกาะปีนังเป็นฐานการค้าที่สำคัญควบคู่กัน ด้วยความจงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรีของไทยทำให้ตระกูล ณ ระนอง ได้รับความไว้วางใจจากพระราชวงศ์ไทยหลายพระองค์เสด็จมาประทับยังบ้านตระกูล ณ ระนอง ที่เมืองปีนังอยู่หลายครั้ง
หลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 บรรดาพระราชวงศ์และขุนนางต่างเลือกปีนังเป็นที่ลี้ภัยทางการเมือง อาทิ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยเสด็จประทับที่ปีนังนานถึง 9 ปี ขณะที่สมเด็จกรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฏ์ พระบิดาของพระราชินีในรัชกาลที่ 7 รวมทั้งพระยามโนปกรณ์นิติธาดานายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทยต้องลี้ภัยการเมืองในปีนังจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต
เนื่องจากเป็นศูนย์กลางความเจริญภายใต้การปกครองของอังกฤษมาก่อนและอยู่ไม่ไกลจากประเทศไทย ปีนังจึงได้รับความสนใจจากคนไทยในอดีตค่อนข้างมาก นอกจากด้านการค้าแล้วคนไทยในสมัยก่อนยังนิยมส่งบุตรหลานของตนเองมาศึกษาเล่าเรียนที่นี่ มีศิษย์เก่านักเรียนปีนังที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น อภัสรา หงสกุล อดีตนางงามจักรวาลคนแรกของไทย นี่จึงเป็นความสัมพันธ์ในระดับประชาชนกับประชาชนที่ดำเนินมาเนิ่นนานนับร้อยปีแล้ว

เมื่อมีความสัมพันธ์ที่ดีในอดีต ย่อมง่ายที่จะนำไปสู่การสร้างความร่วมมืออื่น ๆ ในอนาคตหลังการเซ็น MOU จึงมีเวที เวที"Phuket Story : Phuket-Penang connection, Phraya Ratsadanupradit Mahitsornpakdi (KhawSim Bee), and shared history of Thailand-Malaysia relations” ซึ่งทำให้เรามองเห็นถึงจุดร่วมและความผูกพันกันมายาวนาน ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างภูเก็ตและปีนังได้ชัดเจนมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีเวทีสัมมนาธุรกิจในหัวข้อ "Thai-Malaysian Business Networking Dialogue : "Phuket-Penang and Thailand-Malaysia trade, investment, tourism and economic and development cooperation: Business Dialogue and Networking” เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทั้งภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อให้เกิดการสานต่อความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจระหว่างกันต่อไปในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีการลงนาม MOU ทางด้านธุรกิจจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ การซื้อขายระหว่างโรงแรมในภูเก็ตกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในปีนัง, ความร่วมมือระหว่างกิจการอาหารโดย บริษัท Marrybrown และ Marrybrown Yala Thailand และ MOU ความร่วมมือระหว่างหอการค้าภูเก็ตกับหอการค้าจีนปีนัง

สิ่งที่เกิดขึ้นจากการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองคู่มิตรระหว่างภูเก็ตและปีนังจึงเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่ทั้งสองเมืองซึ่งมีต้นทุนทางประวัติศาสตร์และมีความผูกพันร่วมกันมาอย่างยาวนานได้ใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อการพัฒนาสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้น หากแต่ต้นทุนอันมีค่าเหล่านี้จะไร้ความหมายทันทีหากคนรุ่งหลังไม่สามารถมองเห็นมิติความเชื่อมโยงและรู้จักนำเอาอดีตมาเป็นเครื่องมือเพื่อรับใช้ปัจจุบันและอนาคตอย่างสร้างสรรค์ได้


ที่มา : ส่วนอาเซียน กรมประชาสัมพันธ์





กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์