หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
จากมหากาพย์อินเดียสู่สังคมอาเซียน

22 มกราคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 8661)


โดย : อดิศักดิ์ ศรีสม

ไม่มีวรรณกรรมของอินเดียโบราณเรื่องใดจะยิ่งใหญ่เทียบเท่าได้กับมหากาพย์ชิ้นเอกอย่าง "มหาภารตะ” และ "รามยณะ”ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาพราหมณ์ เป็นทั้งบันทึกทางประวัติศาสตร์และวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลกและแม้จะผ่านยุคสมัยอันยาวนานนับพันปี แต่มหากาพย์ทั้งสองเรื่องนี้ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ในฐานะบทประพันธ์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก

เชื่อว่า "รามยณะ” แต่งขึ้นก่อนมหาภารตะในชมพูทวีปเมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว เป็นนิทานที่เล่าสืบต่อกันมายาวนานเกี่ยวกับการทำศึกสงครามระหว่างฝ่ายพระรามกับทศกัณฐ์ โดยถูกรวบรวมขึ้นเป็นภาษาสันสกฤตด้วยบทร้อยกรองประเภทฉันท์ที่เรียกว่า "โศลก” จำนวน 24,000 โศลก แบ่งออกเป็นทั้งหมด 7 ภาค
ขณะที่ "มหาภารตะ” แต่งขึ้นราว 300 ปีก่อนคริสตกาล โดยเป็นเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างพี่น้องเชื้อสายกษัตริย์ "เจ้าเการพ” และ "เจ้าปาณฑพ” ที่ทำสงครามเพื่อยุติข้อขัดแย้งที่ทุ่งกุรุเกษตรเป็นเวลา 18 วัน เรื่องราวเต็มไปด้วยความเกี่ยวข้องกับเทพเจ้าและหลักปรัชญาของอินเดีย ทั้งยังมีเรื่องย่อย ๆ แทรกอยู่มากมาย จนได้รับการยกย่องให้เป็นมหากาพย์ที่ยาวที่สุดในโลกวรรณคดี

ในอดีตกาลนับตั้งแต่รับอิทธิพลจากอินเดีย ผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างรู้จักและคุ้นเคยกับมหากาพย์มหาภารตะและรามายณะในฐานะคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะในกลุ่มนักบวชและชนชั้นปกครองซึ่งมีศาสนาพราหมณ์ ฮินดู เป็นเครื่องพยุงสถานะ
หลักฐานที่เห็นได้ชัดถึงอิทธิพลของมหากาพย์ทั้งสองคือเทวสถานอายุนับพันปีหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สลักเรื่องราวของมหากาพย์ทั้งสองเรื่องนี้ไว้ เช่น ภาพสลักรามายณะที่ปรัมบานันในอินโดนีเซีย และภาพจำหลักของมหากาพย์ทั้งมหาภารตะและรามายณะยาว 50 เมตร ที่ระเบียงคดทางเข้าของปราสาทนครวัด ในกัมพูชา

ย้อนไปเมื่อราว 1,500 - 1,800 ปีก่อน อารยะธรรมจากอินเดียถูกนำเข้ามาโดยพ่อค้าและนักบวชที่เดินทางด้วยเรือข้ามมหาสมุทรเพื่อค้าขายและเผยแผ่ศาสนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมกับนำเอามหากาพย์ทั้งสองเรื่องมาแพร่เข้ามาในภูมิภาคนี้ด้วย
อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มหาภารตะยังคงมีอิทธิพลเด่นชัดที่สุดในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะบาหลีเป็นชุมชนที่ยังรักษาวัฒนธรรมฮินดูเอาไว้ได้เข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่งในโลก หลักปรัชญาอินเดียกับความเชื่อของท้องถิ่นสามารถผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน
ส่วนหนึ่งยังมีอิทธิพลของมหาภารตะแทรกอยู่รอบตัวเสมอ ดังเช่นการแสดง "บารอง” นาฏศิลป์ที่ผสมผสานระหว่างเรื่องราวในมหาภารตะ นางทุรคา กับตำนานผีพื้นเมืองเข้าไว้ด้วยกัน

สำหรับเขมรโบราณที่เชื่อว่าได้รับอิทธิพลของอินเดียผ่านทางชวา คัมภีร์มหาภาระตะนับว่ามีอิทธิพลต่อสังคมเขมรอย่างมาก โดยเป็นแรงบันดาลใจให้นำชื่อบุคคลในคัมภีร์นี้มาใช้ตั้งชื่อศิวลึงค์ประจำเทวาลัย การตั้งราชทินนามให้แก่ขุนนาง รวมทั้งสถานที่สำคัญต่าง ๆ แต่เมื่อเปรียบเทียบความนิยมแล้ว ในศิลปะเขมรเรามักพบภาพสลักการเล่าเรื่องราวจากรามายณะมากกว่ามหาภารตะ ตรงกันข้ามกับอินโดนีเซียที่ตามเทวสถานต่าง ๆ จะพบภาพสลักทั้งมหาภารตะและภาพสลักรามยณะมากพอกัน
"รามายณะ” ได้รับความนิยมแพร่หลายกลายเป็นวรรณคดีที่มีการดัดแปลง เล่าใหม่ไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งไทย ลาว เมียนมา กัมพูชา มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งแต่ละพื้นที่ได้เพิ่มเติมรายละเอียดจนแตกต่างออกไปจากต้นฉบับเดิม แต่ยังคงเรื่องราวเกี่ยวกับการทำศึกสงครามระหว่างฝ่ายพระรามกับทศกัณฐ์

"รามเกียรติ์” เป็นวรรณคดีสำคัญเรื่องหนึ่งของไทย ที่มีต้นเค้ามาจาก "รามายณะ” โดยได้รับอิทธิจากเขมรโบราณผ่านเข้าสู่รัฐละโว้ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นเมืองร่วมสมัยเดียวกับนครวัด ก่อนจะสืบทอดสู่กรุงศรีอยุธยาในยุคต่อมา
ยุคแรกของ "รามเกียรติ์” ที่รับจากเขมรเป็นสิ่งที่อยู่เฉพาะในหมู่ผู้ปกครองโดยแสดงผ่านพิธีกรรมการเล่นโบราณ เช่น "หนังใหญ่” หนังใหญ่ได้พัฒนาต่อมาจนกลายเป็นการแสดงที่เรียกว่า "โขน” ซึ่งภายหลังได้เผยแพร่ลงสู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง และแม้จะมีรากเหง้าจากอินเดียแต่การแสดงได้ถูกสร้างให้เป็นแบบฉบับเฉพาะของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่สามารถพบได้ในอินเดีย

คำถามที่น่าสนใจก็คือ เหตุใดในสังคมยุคต่อ ๆ มาในเขตแผ่นดินใหญ่ (Main Land) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในสังคมไทยโบราณจึงเลือกยกย่องความยิ่งใหญ่ของมหากาพย์รามายณะ ขณะที่มหาภารตะกลับค่อย ๆ ลดบทบาทความสำคัญลงไป อาจเพราะรามายณะมีเนื้อหาที่แสดงออกถึงฝ่ายธรรมกับฝ่ายอธรรม สามารถจำแนกเป็นสีขาวและสีดำได้อย่างชัดเจน
อีกทั้งรามายณะยังสอดแทรกระบบความสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ปกครองหรือกษัตริย์ซึ่งต้องการแผ่อำนาจสู่การเป็น "จักรพรรดิราช” ทำให้เลือกที่จะยกย่องรามายณะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์ทางการเมืองในการปกครองราชอาณาจักร

จากยุคกรุงศรีอยุธยาวรรณกรรมรามกียรติ์ได้สืบทอดมาสู่ยุครัตนโกสินทร์ นับเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของรามายณะในประเทศไทย โดยรัชกาลที่ 1 ได้ทรงรวบรวมเรื่องรามเกียรติ์ซึ่งมีมาแต่เดิมและทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่เพื่อให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง
ในสังคมอินเดียทั้ง "พระราม” "พระลักษณ์” และ”นางสีดา” รวมถึงลิงที่เป็นทหารเอกอย่าง "หนุมาน” ล้วนได้รับยกให้เป็นเทพอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีผู้คนสักการะนับถือจำนวนมาก แต่หลังจากดัดแปลงให้เป็นวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ของไทยบทบาทของตัวละครจำนวนมากได้ถูกเปลี่ยนไปด้วย
หนุมานในรามายณะ คือเทพศักดิ์สิทธิ์ที่ถือพรหมจรรย์เคร่งครัด ในหัวใจหนุมานมีเพียงพระรามและนางสีดาที่มอบความจงรักภักดีให้เท่านั้นขณะที่หนุมานในรามเกียรติ์ของไทยกลับมีบุคลิกเจ้าชู้และมีภรรยามากมายทั้งนางฟ้า ยักษ์ แม้กระทั่งนางเงือก ไม่รวมนางสนมที่พระรามได้มอบเป็นของกำนัลอีก 5,000 คน เมื่อครั้งที่เอาชนะศึกกับทศกัณฐ์ได้

นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงจากมหากาพย์อันยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ของอินเดีย มาสู่การกำหนดบทบาทและหน้าที่ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับค่านิยมของท้องถิ่น ซึ่งที่สุดแล้วรามเกียรติได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมให้กับสังคมไทยโดยไม่รู้ตัว
ความสำคัญของการศึกษาและเรียนรู้มหากาพย์อันยิ่งใหญ่ของโลกอย่างลึกซึ้ง อาจไม่ใช่เพียงแค่การศึกษาในระดับวรรณกรรม แต่ต้องแสวงหาปรัชญาแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในมหากาพย์ทั้งสองเรื่อง ซึ่งจะช่วยเป็นแรงส่งที่ทำให้การดำเนินชีวิตของเราก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมีพลังดังปรัชญาเก่าแก่ของอินเดียวที่บอกว่า "ลูกธนูจะพุ่งไปข้างหน้าได้นั้นจำต้องง้างลูกธนูมาข้างหลังก่อน ยิ่งง้างมาข้างหลังได้ไกลเท่าไร มันก็จะพุ่งไปข้างหน้าได้ไกลมากเท่านั้น”


ที่มา : ส่วนอาเซียน กรมประชาสัมพันธ์




กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์