หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ศาลเจ้าที่...ณ ด่านสิงขร

24 มกราคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 1964)


โดย : อดิศักดิ์ ศรีสม

"ด่านสิงขร” คือจุดเชื่อมต่อระหว่างไทยและเมียนมาที่พวกพ่อค้าและนักเดินทางต่างใช้เป็นทางลัดระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทย รวมทั้งยังเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในการสงครามมาตั้งแต่ครั้งโบราณเพราะมีภูมิประเทศเป็นช่องเขาเหมาะแก่การเดินทางที่ไม่ต้องไต่ข้ามเทือกเขาตะนาวศรีอันสูงชัน
ปัจจุบันด่านสิงขรของไทยและด่านมูด่องของเมียนมาซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกำลังถูกพูดถึงอย่างมาก เพราะคาดหวังจะให้ช่องทางนี้เป็นประตูการค้าสำคัญที่จะเชื่อมโยงเมือง 2 ฝั่งทะเลคือ "มะริด” ในเขตตะนาวศรีกับจังหวัด "ประจวบคีรีขันธ์” เข้าด้วยกันเพราะมีระยะทางเพียง 200 กิโลเมตร ขณะที่ทั้งสองประเทศได้ตกลงร่วมกันในหลักการมานานหลายปีแล้วว่าจะยกระดับช่องทางนี้เป็นด่านถาวรเพื่อให้การเข้าออกของสินค้าและการเดินทางของผู้คนเป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ โดยด่านสิงขรของไทยยังคงมีสถานะเป็นเพียงแค่จุดผ่อนปรนทางการค้าเท่านั้น
ปัญหาหลักจะเป็นเรื่องใดไปไม่ได้นอกจากเรื่องของ "เขตแดน” เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าตลอดแนวชายแดน 2,401 กิโลเมตร ระหว่างไทย-เมียนมาเพิ่งมีการปักปันกันไปได้เพียงแค่ 59 กิโลเมตร จากบริเวณแม่น้ำสาย–แม่น้ำรวกในเขตจังหวัดเชียงรายเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 2,342 กิโลเมตร ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการปักปัน แม้บริเวณด่านสิงขร–มูด่องจะยังไม่มีการปักปันเขตแดน ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกนานเพราะเป็นการทำงานด้านเทคนิคที่ต้องมีขั้นตอนต่าง ๆ มากมาย

ดังนั้น เพื่อให้การเปิดเป็นด่านถาวรสามารถดำเนินการไปได้โดยเร็ว ทั้งสองประเทศจึงเห็นพ้องต้องกันว่าจะก้าวข้ามเรื่องเขตแดนไปก่อน โดยให้มีการสำรวจภูมิประเทศบริเวณนั้นร่วมกันในระดับปฏิบัติการ ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการลงนามรับรองผลการสำรวจภูมิประเทศร่วมกันของคณะกรรมการเขตแดน 2 ฝ่าย หรือเจบีซี (Joint Boundary Commission) แต่ในที่สุดแล้วทุกอย่างก็สะดุดอยู่แค่เพียงขั้นตอนนี้โดยไม่ทราบสาเหตุ

ระหว่างรอว่าทั้งสองประเทศจะตกลงเรื่องนี้กันอย่างไร ใครที่เคยผ่านไปแถวด่านสิงขรอาจต้องประหลาดใจไม่น้อย เพราะระหว่างจุดตรวจไทยและเมียนมาห่างกันประมาณ 200 ร้อยเมตร ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงให้เป็นเขต "No man's land” มีศาลเจ้าที่ไทยและเมียนมา 2 หลังตั้งหันหลังชนกันอยู่ "ฉอ้อน วิไลรัตน" อดีตผู้ใหญ่บ้านสิงขร ช่วงปี 2539 – 2556 เล่าว่าศาลนี้ชื่อ "ศาลเจ้าพ่อหินกอง" อดีตเคยตั้งเลยจากด่านนี้ลงไปทางฝั่งเมียนมานับสิบ ๆ กิโลเมตร เดิมมีลักษณะเป็นกองหินศักดิ์สิทธิ์ซึ่งชาวกะเหรี่ยงให้ความเคารพสักการะ และยังเป็นจุดที่ตำรวจตระเวนชายแดนไทยต้องลาดตระเวนไปให้ถึงที่นั่นสมัยที่ทหารเมียนมายังไม่เข้ายึดครองพื้นที่แถบนี้

กระทั่งเมื่อซัก 40 - 50 ปีที่แล้ว "หมวดวิสูตร" ซึ่งย้ายมาเป็นหัวหน้า ตชด. คนใหม่เห็นว่าการลาดตระเวนไปถึงศาลเจ้าพ่อหินกอง (เก่า) ช่างแสนลำบากยากเข็ญ จึงนำหินจากที่นั่นมาหนึ่งก้อนแล้วสร้างขึ้นเป็นศาลเจ้าพ่อหินกองแห่งใหม่ขึ้นในที่ปัจจุบัน
เมื่อผู้ใหญ่ฉะอ้อนเข้าดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านในปี 2539 เห็นว่าศาลผุพังเต็มทีจึงคิดจะสร้างศาลหลังใหม่ แต่ทางฝ่ายทหารเมียนมาไม่ยินยอมให้มีการก่อสร้างใด ๆ ในพื้นที่ No man's land แต่ในที่สุดผู้ใหญ่ฉะอ้อนไปซื้อศาลทรงไทยมาจาก จ.เพชรบุรี แล้วนำมาตั้งไว้แทนศาลหลังเก่าจนได้
2 เดือนต่อมา ทหารเมียนมามาคุยกับผู้ใหญ่ว่าจะขอตั้งศาลแบบเมียนมาขึ้นบ้าง เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง 2 ประเทศ แต่หลายคนเชื่อว่าเพราะเป็นเขต No man's land จึงไม่ควรมีสัญลักษณ์ของไทยเพียงฝ่ายเดียว ผู้ใหญ่ฉะอ้อนเกี่ยงว่าการตั้งศาลก่อนหน้านี้เป็นเรื่องของศรัทธาชาวบ้านจึงไม่เหมาะที่ทหารฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเข้ามาเกี่ยวข้อง สุดท้ายทหารเมียนมาทำได้เพียงการสนับสนุนเงินและไม้ให้แก่ชาวบ้านคนไทยช่วยกันสร้างศาลเมียนมาขึ้น เมื่อศาลแบบไทยตั้งไปก่อนหน้าแล้วโดยหันหน้ามาทางประเทศไทย เมื่อศาลเมียนมาสร้างขึ้นภายหลังจึงต้องหันหน้าไปทางเมียนมา ผลคือศาลทั้งสองหลังหันหลังชนกันอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน

เพียงแค่เรื่องเล็ก ๆ ของชาวบ้านยังเต็มไปด้วยการเมืองเรื่องเขตแดนและการช่วงชิงพื้นที่มากถึงเพียงนี้ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดด่านสิงขร–มูด่องจึงยังไม่สามารถเปิดเป็นด่านถาวรได้ในวันนี้ นั่นก็เพราะเรื่องเขตแดนเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนอย่างยิ่งชาวบ้านหลายคนจึงเสนอว่าหากอยากให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันเรื่องเปิดด่านได้โดยเร็ว อาจต้องเปลี่ยนให้ศาลเจ้าที่ของทั้งสองประเทศหันหน้าเข้าหาเพื่อเป็นการแก้เคล็ดคงจะดี



ที่มา : ส่วนอาเซียน กรมประชาสัมพันธ์





กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์