หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ไทย กับความเป็น Surgical hub of Asia

25 มกราคม 2015


ด้วยกระแสความนิยมการทำศัลยกรรมความงามที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นทั่วเอเชีย เห็นได้จากข้อมูลในปี 2011 โดยสมาคมศัลยกรรมเสริมความงามนานาชาติ (ISAPS) ที่ระบุว่าเมื่อคิดตามค่าเฉลี่ยของจำนวนประชากรแล้ว เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีคนทำศัลยกรรมมากที่สุดในโลก ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 22 ของโลก เป็นอันดับ 5 ของเอเชีย และเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปัจจุบันมีชาวต่างชาตินิยมเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทยประมาณ 1.4 ล้านคนต่อปี ในจำนวนนี้มีคนที่เข้ามาเพื่อใช้บริการทางด้านการทำศัลยกรรมเพื่อเสริมความงามรวมอยู่ด้วย นั่นเพราะประเทศไทยมีแพทย์ที่ได้รับการยอมรับในฝีมือไม่แพ้ชาติใด ๆ ในโลกมานานกว่า 50 ปี จนถือเป็นผู้นำในด้านนี้โดยธรรมชาติไปแล้ว แต่เนื่องจากขาดการจัดการ การตลาด การประชาสัมพันธ์ จึงถูกประเทศเกาหลีใต้แซงหน้าเป็นศูนย์กลางที่โดดเด่นแทนอย่างน่าเสียดาย

คาดการณ์ว่าธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงามของไทยจะเติบโตมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจากอัตราการเติบโตเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 2 - 3 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน ยิ่งเมื่อเข้าสู่การความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 ยิ่งจะช่วยทำให้ธุรกิจนี้ขยายตัวมากขึ้นเพราะมีตลาดที่ใหญ่ขึ้นนั่นเอง

ข้อมูลจากแพทยสภาระบุว่า ประเทศไทยมีบุคคลากรทางการแพทย์ด้านศัลยกรรมความงามที่มีฝีมือในระดับต้น 1 ใน 5 ของโลก โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง 500 - 600 คน ด้านศัลยกรรมที่มีฝีมือประมาณ 200 คน ซึ่งการผลิตแพทย์ศัลยกรรมดี ๆ นั้นต้องใช้ระยะเวลานานถึง 10 – 20 ปี จึงจะสามารถสร้างแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาได้

ดังนั้น แม้จะเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย แต่ยังคงมีปัญหาหลายด้านที่ต้องเตรียมความพร้อม เนื่องจากประเทศไทยยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จบทางด้านศัลยกรรมความงามน้อยมาก เพราะสถาบันผลิตแพทย์แต่ละแห่งมีโครงการรับแพทย์สำหรับการเรียนต่อยอดวุฒิบัตรด้านศัลยกรรมไม่มากนักในแต่ละปี อีกทั้งต้องใช้เวลาในการปฏิบัติงานด้านการแพทย์เฉพาะทางภายใต้การควบคุมของอาจารย์แพทย์อีก 5 ปี กว่าจะจบเป็นเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมและต่ออนุสาขาเพื่อได้อนุมัติบัตรศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้าต่อไป

ดังนั้น การที่แพทย์ทั่วไปซึ่งไม่ได้จบมาด้านนี้โดยตรงอาจทำให้บางครั้งเกิดเป็นปัญหาในการผ่าตัดศัลยกรรมความงามแก่คนไข้ได้ เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมที่จะรองรับกระแสการเติบโตของธุรกิจศัลยกรรมและความงาม แพทยสภาจึงเตรียมแผนรองรับด้วยการเตรียมออกร่างประกาศแพทยสภา "เรื่องหลักเกณฑ์และมาตรฐานของแพทย์ที่จะประกอบวิชาชีพด้านเวชกรรมเพื่อการเสริมความงามที่มีความเสี่ยงสูง” และ "ร่างหลักสูตรการอบรมเทคนิคการศัลยกรรมความงาม” เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานให้ผู้ใช้บริการมีความมั่นใจมากขึ้น

ด้วยจุดแข็งของบริการทางการแพทย์ในประเทศไทยที่มีชื่อเสียงด้านการทำศัลยกรรมตกแต่ง ประกอบกับศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและบริการที่ยอดเยี่ยมของประเทศไทย ทำให้ผู้ที่เดินทางมารักษาตัวที่ประเทศไทยสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ด้วย นับเป็นการสร้างรายได้จำนวนมากให้แก่ประเทศ
ดังนั้น การเป็นเมืองหลวงของการทำศัลยกรรมแห่งเอเชีย (Surgical hub of Asia) จึงไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันสำหรับประเทศไทยหากทุกฝ่ายมีความตั้งใจจริงและร่วมกันผลักดันให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง




กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์