หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
Parallel East West Economic Corridor

26 มกราคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 1908)


โดย : อดิศักดิ์ ศรีสม

ปัจจุบันการเดินทางของผู้คนในภูมิภาคอินโดจีน อันได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เป็นไปอย่างสะดวกสบายมากกว่าในอดีต นั่นเพราะถนนหนทางที่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า "ถนน” ได้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ด้านทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างทางใต้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยกับภาคใต้ของ สปป.ลาว และเวียดนามที่เรียกว่า "Parallel East West Economic Corridor”

จากชายแดนไทยที่ด่านช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี เพียง 40 กิโลเมตร คือที่ตั้งของเมือง "ปากเซ” เมืองหลวงของแขวงจำปาสักของ สปป.ลาว หลังฝรั่งเศสยึดลาวได้และเลือกทำเลบริเวณปากแม่น้ำ "เซโดน” เพื่อก่อตั้งเมืองนี้ขึ้นในปี พ.ศ. 2436 ให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการปกครองแทนเมืองจำปาสัก ตั้งแต่นั้นมาปากเซก็ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการปกครองและการค้ามาจนถึงปัจจุบัน
จากเมืองปากเซเราสามารถเดินทางไปสู่แขวงต่าง ๆ ในลาวใต้ได้อย่างสะดวก เพราะปัจจุบันมีถนนลาดยางอย่างดี รวมทั้งยังสามารถมุ่งสู่ชายแดนเวียดนามได้โดยใช้เส้นทางจากเมืองปากเซไปยังเมือง "ปากซ่อง” จากนั้นมุ่งหน้าสู่ตัวเมือง "อัตตะปือ” เพื่อไปยังด่านชายแดนเวียดนาม รวมระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 330 กิโลเมตร

ออกจากเมืองปากเซไม่นานเราจะเริ่มเข้าสู่ที่ราบสูง "บอละเวน” ซึ่งมีความสูงเฉลี่ย 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่ราบสูงแห่งนี้มีอาณาเขตกว้างใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ของแขวงสาละวัน เซกอง จำปาสัก และแขวงอัตตะปือ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นป่าเขาที่นี่จึงเป็นแหล่งน้ำตกหรือที่คนลาวเรียกว่า "ตาด” อันสวยงามมากมายหลายแห่ง เช่น ตาดผาส้วม ตาดโคน ตาดเซกะตาม น้ำตกเหล่านี้มีน้ำไหลเย็นตลอดทั้งปี และยังเป็นแหล่งรวมของชนเผ่าต่าง ๆ ในประเทศลาวด้วย จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในอนาคต
เนื่องด้วยที่ราบสูงบอละเวนคือเขตภูเขาไฟเก่าแก่ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนจึงมีสภาพดินอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างกาแฟทั้งพันธุ์อาราบิก้าและโรบัสต้าที่ปลูกกันมาตั้งแต่สมัยฝรั่งเศสครอบครองดินแดนแถบนี้ กาแฟจากที่ราบสูงบอละเวนได้รับการยอมรับว่าเป็นกาแฟที่มีรสชาติดีที่สุดอีกแห่งของโลก

ด้วยสภาพภูมิอากาศและความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ที่มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี เมืองปากซ่องในเขตที่ราบสูงบอละเวนนอกจากการปลูกกาแฟได้ผลดีแล้ว ยังเหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืชอีกหลายชนิด ปัจจุบันมี บริษัทเชียงใหม่ธนาธร จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจสวนส้มรายใหญ่ที่สุดจากประเทศไทยเข้ามาลงทุนทางด้านการเกษตรบนพื้นที่กว่า 12,000 ไร่ ด้วยเงินลงทุนนับพันล้านบาท
จากเมืองปากซ่องมุ่งสู่ชายแดนเวียดนามจะผ่านเข้าเขตเมือง "เซกอง” ที่เพิ่งแยกตัวออกมาจากเมืองอัตตะปือเมื่อไม่นานมานี้ ชื่อเมืองถูกตั้งตามนามของแม่น้ำเซกองที่ไหลผ่านเมืองซกองและอัตตะปือไปรวมกับแม่น้ำโขงที่เมืองสตึงแตรงในเขตกัมพูชา
จากเซกองมุ่งหน้าสู่เมืองอัตตะปือซึ่งเดิมเป็นแขวงที่ห่างไกล จนกระทั่งมีการเปิดใช้เส้นทางที่สามารถเชื่อมต่อจากเมืองนี้ไปยังชายแดนเวียดนามได้ เมืองก็เริ่มได้รับการพัฒนามากขึ้นเป็นสัญญาณที่ดีว่าในอนาคตอัตตะปือจะกลายเป็นเมืองสำคัญที่เชื่อมเส้นทางการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างไทย ลาวและเวียดนาม

จากอัตตะปือใช้ถนนสาย 18 B มุ่งสู่เวียดนามด้วยความยาว 113 กิโลเมตร ถนนนี้ก่อสร้างด้วยทุนกู้ยืมจากเวียดนามมูลค่า 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เปิดใช้เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2549 โดยตัดผ่านแนวป่าดงดิบและเขตภูเขาสูง ซึ่งถนนเส้นนี้เป็นสิ่งที่กำลังจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับพื้นที่ตอนใต้ของลาวอย่างยิ่งในอนาคต

จากปากเซแขวงจำปาสัก เราใช้เวลาเพียง 5 ชั่วโมง ก็มาถึงด่านชายแดนลาว-เวียดนาม "บ่อเกลือ-โบยยี้” การคมนาคมที่สะดวกสบายหลังเปิดใช้ถนนหมายเลข 18 B ทำให้เฉลี่ยในแต่ละเดือนจะมีผู้คนสัญจรผ่านช่องทางนี้นับพันคน ส่วนใหญ่เป็นคนเวียดนามที่ข้ามไปยังลาวเพื่อทำมาหากินและท่องเที่ยว สำหรับประชาชนทั่วไปยังมีรถโดยสารที่วิ่งให้บริการจากปากเซ-อุบล, ปากเซ-กรุงเทพ, ปากเซ-กอนตูม และ ปากเซ-เปกู เชื่อมการสัญจรระหว่างไทย ลาวใต้ และเวียดนามเข้าด้วยกัน

ด้านการค้าก็เริ่มมีความคึกคักมากขึ้นเช่นกัน เห็นได้จากรถบรรทุกขนส่งที่จอดเรียงรายอยู่ริมถนนเพื่อรอเวลาข้ามแดน ทั้งหมดเป็นการขนส่งเพื่อนำเข้า-ส่งออกระหว่างลาวกับเวียดนาม ขณะที่เริ่มมีนักธุรกิจไทยเข้ามาสำรวจเส้นทางนี้บ้างแล้วเพื่อประโยชน์ทางด้านการค้าในอนาคต
จากด่านชายแดนลาว-เวียดนามแห่งนี้สามารถเดินทางเข้าสู่ในเขตภาคกลางของประเทศเวียดนามได้อย่างสะดวก โดยเฉพาะไปยังท่าเรือทางทะเลที่ "เมืองกวิ่นเยิน” จ.บินดิ่นห์ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไปประมาณ 250 กิโลเมตร

ปัจจุบันเส้นทางอุบลราชธานี–จำปาสัก-เซกอง-อัตตะปือ ไปจนถึงเวียดนามหากเราขับรถอย่างสบาย ๆ จากอุบลราชธานีในตอนเช้าตรู่ก็จะสามารถมาถึงชายทะเลของเวียดนามได้ในตอนค่ำ ๆ วันเดียวกัน เส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางคู่ขนานของ East West Economic Corridor ที่เรียกว่า "Parallel East West Economic Corridor” (PARA EWEC) ซึ่งได้ทำหน้าที่เป็นประตู (Gate Way) ที่ชวยสร้างความเชื่อมโยงในมิติด้านต่าง ๆ ระหว่าง 3 ประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ เชื่อว่าอีกไม่นานเส้นทางสายนี้จะเป็นอีกหนึ่งเส้นทางของอาเซียนที่มีความคึกคักไม่น้อยทีเดียว


ที่มา : ส่วนอาเซียน กรมประชาสัมพันธ์





กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์