หน้าหลัก

Print this page Print this page  |  Send this page Send this page  |  export to PDF Export to PDF

บทความพิเศษ
ไม่มี GSP จะแย่จริงหรือ?

28 มกราคม 2015 (จำนวนคนอ่าน 1690)

เริ่มต้นปีก็มีเรื่องกังวลกันเกี่ยวกับการส่งออกแล้ว คือเรื่องที่คณะกรรมาธิการยุโรปออกระเบียบฉบับหนึ่งเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2556 เพื่อปรับปรุงรายชื่อประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า GSP ซึ่งระบุประเทศที่ถูกตัดสิทธิ์ GSP รวม 4 ประเทศ คือ ไทย จีน เอกวาดอร์ และมัลดีฟส์ ต้องเสียภาษีนาเข้าในอัตราปกติ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราก็ทราบกันล่วงหน้ามาเป็นเวลานานพอสมควรแล้วว่า ไทยจะถูกตัดสิทธิ์ GSP ทั้งหมดในวันที่ 1 มกราคม 2558

หากถามว่าทำไมสหภาพยุโรป (EU) ถึงตัดสิทธิ์สินค้าจากประเทศไทย เหตุผลง่าย ๆ ก็เพราะว่า
ไทยรวยขึ้นกว่าในอดีต ถูกจัดอันดับตามนิยามของธนาคารโลกให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้
ปานกลางถึงค่อนข้างสูง (Upper-Middle Income Countries) เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน (ปี 2553-2555) ซึ่งตามเกณฑ์ของธนาคารโลกประเทศที่ได้รับสิทธิ์จะต้องมีรายได้ประชาชาติต่อจานวนประชากรไม่เกิน 3,975 ดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งมีการพัฒนาระดับหนึ่งจึงน่าจะมีความสามารถในการแข่งขันมากพอ และท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าเมื่อปีที่ผ่านมาไทยถูกตัดสิทธิ์เป็นรายสินค้า (Product Graduation) แล้วในสินค้าที่มีส่วนแบ่งการตลาดเกินร้อยละ 17.5 ของมูลค่าการนำเข้ารวมจากประเทศที่ได้รับสิทธิ์ GSP หรือร้อยละ 14.5 สาหรับกลุ่มสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

ฉะนั้น ในวันนี้การขอสิทธิ์ GSP คืนมาคงเป็นไปได้ยาก ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวทั้งในด้านการผลิตและการตลาดเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจ เรามาทำความรู้จักว่า GSP คืออะไรกันก่อน GSP มาจากคาว่า Generalised Scheme of Preferences เป็นสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไปที่ประเทศที่พัฒนาแล้วให้กับสินค้าที่ผลิตในประเทศที่กำลังพัฒนา
โดยลดหรือยกเว้นภาษีขาเข้าแก่สินค้าที่อยู่ในกลุ่มได้รับสิทธิ์ เป็นการให้ฝ่ายเดียวโดยที่ประเทศผู้ให้สิทธิ์ไม่ได้หวังผลตอบแทน จึงสามารถกำหนดอัตราการลดหรือยกเว้นภาษี รวมทั้งระงับและยกเลิกสิทธิพิเศษได้หากประเทศที่ได้รับสิทธิ์ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ ดังนั้น เราต้องตระหนักว่า GSP จึงไม่ใช่สิทธิพิเศษถาวร

เรื่องต่อมาคือ ผลกระทบจากการถูกตัดสิทธิ์ GSP ครั้งนี้ ในภาพรวมนั้นจะมีสินค้าถึง 6,200 รายการ
ได้รับผลกระทบ โดยจะทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งที่ยังได้รับสิทธิ์ GSP อยู่ เนื่องจากยังเป็นประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวในระดับต่ำ
(Low-income Countries) และรายได้เฉลี่ยต่อหัวระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ (Lower-middle Income Countries) เช่น อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ และกลุ่มประเทศที่มีระดับรายได้เฉลี่ยต่อหัวขนาดปานกลางค่อนข้างสูง (Upper-middle Income Countries) แต่มีการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ทางภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า เช่น มาเลเซีย เม็กซิโก บราซิล แอฟริกาใต้ และอาร์เจนตินา

แต่ผลกระทบนั้นก็จะแตกต่างกันไปในแต่ประเภทของสินค้า ขึ้นอยู่กับระดับการพึ่งพาตลาด EU ส่วนต่างระหว่างอัตราภาษีที่ได้รับสิทธิพิเศษกับอัตราภาษีปกติ และการพึ่งพิงสิทธิพิเศษ GSP ในอดีต เช่น ปลาหมึกแช่เย็นแช่แข็ง ถุงมือยางที่ไม่ใช้ทางการแพทย์ ยางนอกรถจักรยานยนต์ อาจได้รับผลกระทบมากกว่ากุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง น้ำมันปาล์ม เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น ซึ่งการถูกตัดสิทธิ์ GSP ไทยอาจจะ สูญเสียรายได้จากการถูกแย่งตลาด คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

GSP จึงเป็นประเด็นท้าทายสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ SMEs ที่เคยใช้สิทธิ์ GSP ในการส่งออกไป EU อาจจะได้รับผลกระทบมากในปี 2558 จึงต้องปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจากการถูก EU ตัด GSP และช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันโดยมุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าโดยการใช้นวัตกรรมมากขึ้น รวมถึงหาตลาดส่งออกใหม่ที่มีศักยภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพควรพิจารณาลงทุนย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศในกลุ่ม CLMV ที่ยังคงได้สิทธิ์ GSP จาก EU เพื่อใช้เป็นฐานผลิตเพื่อการส่งออกไปยัง EU เช่น ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มได้ย้ายโรงงานไปยังประเทศเวียดนาม กัมพูชา และ สปป.ลาว ที่ยังคงได้รับสิทธิ์ GSP มาหลายปีแล้ว นอกจากนี้ ยังได้ประโยชน์ในด้านต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่าในไทยอีกด้วย

หากมองสิทธิประโยชน์ด้านภาษีในประเทศผู้นำเข้าเป็นปัจจัยในการขยายตลาด นอกจาก GSP แล้วท่านควรพิจารณาใช้ประโยชน์จาก FTA ซึ่งหมายถึงเขตการค้าเสรีหรือข้อตกลงทางการค้าเสรีนั่นคือ ประเทศสองประเทศหรือหลายประเทศ จะรวมกลุ่มกันเพื่อทำการลดภาษีศุลกากรระหว่างกันให้เหลือน้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ และใช้อัตราภาษีที่สูงกับประเทศนอกกลุ่ม

ปัจจุบันมี FTA ที่ไทยได้ลงนามและมีผลบังคับใช้แล้วหลายเขตการค้า เช่น ในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) หรือระหว่างอาเซียน-จีน ไทย-อินเดีย ไทย-ออสเตรเลีย ไทย-นิวซีแลนด์ และไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) อยู่ในระหว่างการดำเนินการอีกหลายแห่ง เช่น ระหว่างไทย-BIMSTEC อาเซียน-อินเดีย ไทย-สหรัฐ และไทย-เปรู รวมทั้งไทย-EU อาจทำให้ธุรกิจของท่านไม่ต้องกังวลที่จะต้องพึ่งพาตลาด EU อีกต่อไป



จารุพัฒน์ พานิชยิ่ง
ผอ.ฝ่ายรับประกันการส่งออก ธสน.
ประชาชาติธุรกิจ

กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
Tel.02 618 2323 ต่อ1719, 1723 Fax. 02 618 2372 E-mail:  aseanthai@hotmail.com


จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์